วันพุธ, มกราคม 21, 2552

ความฝันเด็กหายไป

ผมว่าเด็กเมืองกรุง ฝันไม่ค่อยเป็น ต่างจากเด็กต่างจังหวัด ทั้งๆที่โอกาสทุกอย่างอำนวยมากกว่าเยอะ ผมวิเคราะห์ว่า เพราะอยู่กับ คอนกรีตมากไป ไม่ค่อยเห็นฟ้าใหญ่ๆ ภูเขาเขียวๆ น้ำใสๆ อย่างน้องผม...
โดย ธุลีscape [8 ม.ค. 2546 , 23:51:43 น.]

ข้อความ 1
...มันถามผมว่าจะ ent อะไรดี อ้าวชิบหาย แล้วกูจะรู้มั้ย พยายามจะพูดยังไง ก็ไม่รู้ จะพูกยังไงดี คือมันเป็นตัวอย่าง ของเด็กสมัยนี้ได้ดี คือเรียนเก่งนะ แต่ผมสังเกต วงจรชีวิต มันคือ เรียนๆๆๆให้สอบได้ดีๆ อ่านหนังสือสอบตลอด หนังสือ นิยาย วรรณกรรมเยาวชน ไม่เคยอ่าน ก็เป็นเรื่องดี แต่เครียดมาก วันๆตอนเย็นอยู่ตามสถานที่กวดวิชาชื่อดังต่างๆ พอว่างที่ก็ ออกไป shopping สยาม แต่งตัวสวยๆ อย่างนี้แล้วจะรู้อะไรหล่ะ ทุกอย่างที่ชีวิตเด็ก ม.ปลายเห็นคือ รร.กวดวิชา entrance กับข้อสอบย้อนหลังกี่ปี ที่pattern ข้อสอบออกมาคล้ายๆกันทุกปี ข้อสอบ ent นี่ก็แปลก ออกคล้ายๆแนวเดิมๆ เด็กที่ทำข้อสอบ ย้อนหลังมาเยอะๆก็ต้องสอบได้อยู่แล้ว แทนที่จะทำความเข้าใจทฤษฎี แล้วในข้อสอบให้ apply ใช้ วันๆมุ่งแต่เอนทรานซ์ แล้วมันจะรู้ได้ไง ว่าอยากทำอะไร เป็นอะไร ชอบอะไรเกลียดอะไร แล้วเป็นปัญหาลูกโซ่นะ เช่น ครู ที่ไม่มีฝัน แล้วบังเอิญเรียนมาทางนี้ เพราะสอบติด ก็เลยมาเป็นครู แล้วใครจะแนะแนวเด็กหล่ะ เด็กก็ไม่รู้ จะทำอย่างไร เห็นอะไร แต่ในตำราใน รร. ค่านิยม ent ผมว่าอย่างเรื่องหนังสือนอกเวลา โรงเรียนให้ความสำคัญน้อยมาก ทั้งๆที่มันเป็นตัวจุความฝัน ท้องฟ้า ภูเขา แผ่นน้ำ ไว้ในนั้น
โดย ธุลีscape [9 ม.ค. 2546 , 00:08:45 น.]



ข้อความ 2
....เป็นตัวที่เด็กกรุงเทพจะ เห็นความฝัน หรือใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น .... อย่างความรู้หนังสือนอกตำรา รร.ผมว่ามันเป็นความรู้ที่เหนือกว่าใน รร.ซะอีก ผมอ่าน การ์ตูน ญี่ปุ่น เรื่องเกี่ยวกับ นักเรียนต่อยตีกันนี่แหละ ต่อยมันทั้งเรื่อง เป็นชีวิตเด็ ม.ปลายเหมือนกันนะ พอจะเรียนจบกัน ก็คุยกันว่า จบแล้วจะทำอะไร บางคนก็เรียนต่อบางคน ก็ เป็นช่างไม้ บางคนไปขายซุชิ แต่ที่ทุกคนพูดออกมา เค้าพูดแล้วยิ้ม แล้วพูดว่าเป็นสิ่งที่เค้าใฝ่ฝัน
โดย ธุลีscape [9 ม.ค. 2546 , 00:16:08 น.]



ข้อความ 3
หรือเป็นสิ่งที่เค้าชอบ มีความสุข ถ้าเป็นเด็กกรุงเทพ ถ้าเอามาพูดกันจริงๆก็คงหัวเราะกัน ดูซิ เค้าตัดสินใจกันเอง ทั้งๆที่มันต่อยกันทั้งวัน เค้าทำสิ่งที่ตัวเองชอบแม้มันไม่รวย แต่มีความสุข เด้ก ไทยม.ปลาย ใกล้จบ กลับถามกันว่า มึ งจะ เอน อะไรวะ(โดยเฉพาะ รร. มีชื่อเสียง เด็ก ครอบครัวมีฐานะ พ่อแม่คาดหวัง เรียนเพื่อพ่อแม่ เอนไม่ติดอายเพื่อน พวกนี้ เพื่อนดีก็ดี ไป ไม่ดีก็แย่เลย เพราะ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มั่นใจไม่มี ฝัน ไม่รู้ว่าชอบอะไร) คิดดู ถ้าทุกคนมีฝัน ก็จะไม่ต้อง แย่งกัน ent ไม่ต้องมีคนโดดตึก มีแต่คนอยากเรียนจริงๆ เข้ามาเรียน จะไม่มีพวก แบบเอนเข้ามาก็ไม่ทำวิชาชีพนั้น มหาลัยก็จะน่าอยู่คน กำลังดี พวกที่เรียนจริงๆ จบไปก็จะได้ไปพัฒนาประเทศชาติ เพราะพวกที่เรียนไปงั้นแล้วจบมาไม่รู้ทำอะไร ก็ทำเหมือนที่เรียนมา แล้วมันก็ทำไม่ค่อยดี เพราะไม่ได้ชอบ ทำไปกันตาย มันก็เลยมี แต่พวกโกงกิน พวกนี้ไม่มีความฝันหรอก เด็กๆมีฝันกัน ก็จะไม่ได้ยิน เด็ก สถาปัตย์ไป เป็นดารา เข้ามาบอกเอนเข่า ถาปัด เพราะอยากเล่นละคอน คณบดี ลมแทบใส่ อ้าวก็ไปเข้า อักษรละคอนนู่น ดูสิ มั่วกันไปหมด คนอยากเรียนก็ไม่ได้เรียน กรณีนี้ก็มีฝันนะ แต่เข้าใจผิดไปแล้ว
โดย ธุลีscape [9 ม.ค. 2546 , 00:29:01 น.]



ข้อความ 4
ในสมัยก่อนคุณเกิด ความต่างอาจเป็นมากระหว่าง คนกรุงกับคนบ้านนอก แต่ปัจจุบันลดน้อยลง จนถือได้ว่าดีเลวพอๆกัน เพราะเทคโนฯของสื่อมันส่งถึงไปทั่วทุกจังหวัด ความสกปรกหรือความสะอาด มันเลยปนเปไปทุกความคิด ธรรมชาติโดนทำลาย เสื่อมพอๆกับคอนกรีตในเมือง อยู่ในธรรมชาติที่บ้านนอกก็ไม่ค่อยต่างอยู่ห้องแถวในกรุงนัก ส่วนจะให้ต่างแบบเป็นชาวเขานอนกอดธรรมชาติแบบเดิมๆ ก็ไม่มีทางสอบเข้าเรียนที่คณะสถาปัตย์ได้ สรุปว่า คนกรุงคิดดีคิดเป็นกุศลมีมาก คิดชั่วทำชั่วเป็นอกุศลก็มี ส่วนคนบ้านนอกก็เช่นกัน บ้าๆก็มีมาก มารวมตัวก่อกรรม ทำชั่วในกรุงก็มาก บางคนยังบ้าไม่พอกลับไปทำชั่วที่บ้านเกิดก็มี ที่เป็นกันดังนี้เพราะไม่มีปัญญารู้ชั่วรู้ดีนั้นเป็นอย่างไร ความดีความชั่วที่แบ่งแยกกันไว้นั้น อาจตัดสินกันลำบาก หากจะยึดมาตรฐานของคนที่จะตัดสินก็ต้องระวังไว้ว่า ตัวเองนั้นมีมาตรฐานที่เป็นจริงดีจริงหรือป่าว? ส่วนคุณ.. การจะทำตัวเป็นเปาบุ้นจิ้น พึงต้องระวังไว้มากๆ .. ผมเองตอนเป็นหนุ่มมีไฟแรงและมีความคิดดุเดือดเลือดพล่าน มักคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกหนังจีนกำลังภายใน เห็นคนอื่นที่ไม่ตรงมาตรฐานคิดของตัวเอง มักจัดเป็นมารที่ต้องขจัดเสียให้สิ้น เพราะมักเห็นใครอื่น(นอกจากตัวเอง)เป็นคนเลวไปหมด เช่นนี้ ถ้าทำได้จริงก็จะต้องเป็นพวกฆาตกร เป็นครูทำไม่ได้คงได้แต่คิดเท่านั้น ซึ่งเป็นการคิดที่ไม่ดี เพราะทำให้เกิดจิตวุ่นวายไปทุกขณะ เกิดลมปราณภายในสับสน แม้ขณะกำลังยืนปลดทุกข์อยู่ในส้วมทุกส้วม ในคณะนี้ ..นี่เป็นสิ่งเกิดขึ้นตอนที่เป็นนิสิตในช่วงเวลานั้น จนกระทั่งถึงวัยที่ระดับฮอโมนทางอารมณ์ลดลงตามลำดับ และเมื่อได้รับคำเตือนจากพระ ..สอนให้อย่าหยุดพิจารณาเพียงแค่สิ่งที่มองเห็น หรือสิ่งคิดได้ขณะนั้น ต้องทบทวนไตร่ตรอง สาวลึกต่อไปว่า เหตุปัจจัยอันเป็นที่มาของปรากฏการณ์ที่พบเห็นนั้น มีความเชื่อมโยงเป็นองค์รวมกันอย่างไรบ้าง คือมีความเป็นมาของเหตุ (cause) นั้นเป็นอย่างไร และอยู่ในสภาวะการณ์ หรือ สืบเนื่อง (condition) บนเงื่อนไขเช่นใด จึงได้ส่งผลออกมา (affect) ให้เราพบเห็นและขุ่นเขืองใจ เมื่อเราได้ไตร่ตรองดังนี้ ด้วยจิตที่สงบและสำรวมดีแล้ว ก็จะเกิดปัญญา ได้ซาโตริที่ว่า.. อ๋อ..มันเป็นเช่นนี้เอง..หรือเพราะเหตุนี้เอง มันถึงไม่รู้ว่าจะเอ็นคณะฯใดดี ทำไมมันจึงบ้าเรียนกันขนาดนี้ ทำไมต้องแข่งขันกัน แย่งกันกินจนแทบไม่สนใจจะเหยียบใครตายบ้าง ถึงที่สุดของเหตุ ก็คือความโลภ ความกลัว กลัวตาย กลัวอด นั่นเอง เลยต้องคิดเรียน หาทรัพย์เก็บไว้มากๆ ซึ่งถ้าเรารู้ได้ถึงเหตุปัจจัยของความเป็นสรรพสิ่งที่เรารับรู้ เราก็จะพบธรรมชาติของความเป็นไปเช่นนี้เอง .. ที่ภาษาพระ ท่านเรียกว่า "อิทัปปจจยตา" ..ครับ ความฝันความคิดอะไรต่างๆนั้น ทั้งของตัวเราเองและของใครอื่น ล้วนเป็นเรื่องสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น (เช่นชื่อ สถาปัตย์ แพทย์ วิศวะ อักษร ฯลฯ) ที่ดีขึ้นไปหน่อยก็อาจเป็นชั้นสมมุติสัจจะ (เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นองค์ประกอบของวัตถุธาตุต่างๆรวมทั้งตัวเรา) จนอาจถึงฝันที่จริงแท้คือถึงชั้น ปรมัตถ์สัจจะ (เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นกฏแห่ง ความเปลี่ยนแปลง ตั้งอยู่ถาวรไม่ได้ และก็ควบคุมไม่ได้เลย ในทุกสรรพสิ่งที่ปรากฏในจักรวาลนี้) ความเป็นสถาปนิก นักจัดรายการ หรือนักการละคอน จึงไม่มีจริง เป็นเพียงสมมุติ บัญญัติ กันไว้เพื่อจะฝืนให้มีเท่านั้น แต่ก็ควบคุมไม่ให้เปลี่ยนสลับกันไปมา ก็ทำไม่ได้เลย ผมกลับดีใจมาก หากคนจบสถาปัตย์แล้วไปมีอาชีพอะไรได้มากมาย ชนิดเป็นได้ตั้งแต่ "สากกระเบือยันเรือรบ" เป็นจนถึงนายกรัฐมนตรี ถึงขอทานได้หมด เพราะถึงขั้นนี้ สมมุติบัญญัติเรื่องอาชีพหมดไป เกิดสมมุติสัจจะของการทำแต่สิ่งดีสิ่งที่เป็นกุศลไม่ว่าอาชีพไหนๆ และจนถึงระดับความเข้าใจชั้นปรมัตถ์สัจจะ ที่ทุกคนในทุกอาชีพ เทวดาทุกตำแหน่ง หรือห..มาทุกๆตัว ก็หนีไม่พ้น ความเกิด แก่ เจ็บ และตายลงทั้งนั้น เวียนว่ายสลับกันไปมั่วกันไม่รู้นานมาแล้วแค่ไหน และจะมีต่อไปอีกนานเท่าไร ถ้าคิดเสียว่าแต่ละคนเป็นอะไรต่ออะไรมาแล้วทั้งนั้น จะช่วยให้เราลดความต้องการเป็นนั่นเป็นนี่ไปได้มาก บางคนอาจสืบต่อความมีอาชีพสถาปนิกได้ บางคนย้อนไปสืบต่ออาชีพ ขอทาน บางคนดันระลึกได้เลยอยากสืบต่อเป็นนักแสดง หรือนักจัดรายการ ต่างๆนานา ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งนั้นครับ ลองคิดดูถ้าเรามีหลักสูตรเรียนสถาปัตย์ และทำให้จบไปประกอบอาชีพ อะไรอื่นก็ได้ และเป็นสุขได้ในสิ่งที่ตนเองอยากทำ แล้วทำได้ดี เป็นกุศลแก่ตนเองและผู้อื่น โดยไม่มองการมีทรัพย์วัตถุเพื่อการแบ่งแยกอาชีพกัน ไม่ทำกันเพื่อความโลภ ไม่แข่งขันแย่งกันกิน ไม่แย่งกันเป็น มีแต่คอยสร้างความเอื้อทรแก่กันและกัน กระทำได้เช่นนี้ พวกเราก็จะเป็นตัวอย่าง ของผลผลิตสัจจธรรมในการศึกษาของคนรุ่นใหม่ ที่จะมีฝันใกล้ความเป็นปรมัตถ์สัจจะมากขึ้น นี่เป็นการเทียบเคียงกันถึงขั้นหลักสูตรในพระไตรปิฎก กันเลยนะครับ ..คณบดีถ้าทำได้อย่างนี้ แล้วจะเป็นลมตายเพราะเกิด "ปิติ" นั้น ก็ไม่ต้องห่วง เพราะท่านจะได้รับงานต่อไปในชั้นสวรรค์ได้แน่นอน จึงต้องขอลงท้ายที่ว่า เรื่องความฝันนั้น ไม่มีวันหายไปไหนหรอกครับ ต้องมีกันอยู่ทุกวัยทุกเพศ เพราะจิตคนทั่วไปมันวุ่นวายอยู่เป็นเนืองนิจ อยากบอกว่าในเมื่อต้องฝันก็ขอให้ฝันแต่สิ่งที่ตรงกับความจริง เอาให้ถึงขั้นปรมัตถ์สัจจะกันนะครับ ค่อยๆฝึกฝันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะช่วยลดความวุ่นวายของจิตได้ แต่ถ้ายังเอาแต่จะฝันแบบเฮงซวย เรื่องสมมุติบัญญัติแล้วถือเอาเป็นของจริงแท้ มุ่งสร้างไป เอาใจใส่มันไปมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะต้องปวดหัวมากขึ้นๆ จิตก็จะค่อยเสื่อมลงๆ จนกลายเป็น โรคความดัน หรือจนถึงลมปราณแตกซ่านในที่สุด ..แน่นอนครับ
โดย เพื่อนอาจารย์ [10 ม.ค. 2546 , 16:17:23 น.]



ข้อความ 5
ฮ่าๆ สาธุครับ เพื่อนอาจารย์ครับ ขอถามนิดนึงครับ เพื่อนอาจารย์ครับ ตอนหนุ่มเคยรู้สึกมั่งมั๊ยว่าอะไรๆยังไม่ลงตัวเท่าไรไม่ว่าจะเรื่องการงานเรื่องครอบครัวเรื่องอื่นๆจิปาถะ เพื่อนอาจารย์ทำอย่างไรครับ ...
โดย ผมว่านะ [11 ม.ค. 2546 , 10:44:05 น.]



ข้อความ 6
เวลามีเรื่องขัดใจ ไม่สบายใจ หรือเป็นทุกข์ ก็ต้องหยุดไตร่ตรองว่าเหตุปัจจัยมันอยู่ตรงไหน ถ้าพบก็แก้ที่ตรงนั้น แก้ยังไม่ได้ พรุ่งนี้เอาใหม่ ต้อง identify problem ให้ได้ อาจต้องถามกัลยาณมิตร หรือเพื่อนที่ดี หรือหาอ่านหนังสือโดยเฉพาะหลักธรรมของพุทธศาสนา ผมชอบอ่านแล้วนำมาฝึกใช้มาก ถ้ารู้ในของศาสนาอื่น ก็ต้องเอามาช่วยแก้ทุกข์เหมือนกัน แก้ปัญหาอะไรได้มากเข้า ..ก็เหมือน มั่นเล่นกล้าม ไม่นานกล้าม "ปัญญา" ก็โตขึ้นเรื่อยๆ กระทำได้ดังนี้ แม้จะลุ่มๆดอนๆบ้าง ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตที่ดี ได้แน่นอนครับ ..ทุกๆคนในโลกนี้ไม่ว่า จะอยู่ในฐานะสมมุติใดๆ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเป็นทุกข์กันทุกคน ใครจะแบกทุกข์ไว้ มากน้อยขึ้นอยู่กับกรรม และผลของกรรม หรือวิบากที่สะสมกันมา ไม่รู้กี่ร้อยชาติ ประมาณเป็นปีไม่ได้จริงๆ..ครับ สำหรับคุณธุลีsacpe อนาคตสดใสแน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้พ้นทุกข์หรือลดทุกข์ให้ได้ นะครับ ...สวัสดีวันเด็กครับ
โดย เพื่อนอาจารย์ [11 ม.ค. 2546 , 16:35:36 น.]



ข้อความ 7
อยากหาลำธาร ป่าไม้ นกร้อง ว่างๆ ไปเดินสวนรถไฟดิ
โดย suburbGal [11 ม.ค. 2546 , 17:27:40 น.]



ข้อความ 8
เผอิญอีก..ได้เมลล์จากใครไม่รู้ เป็นการเกริ่นเพื่อการโฆษณา แต่เห็นเข้าท่า ในบทนำสวด เลยเอามาฝากไว้ที่นี่ ก่อนลบทิ้งไป จากตู้จดหมายของผม ..เป็นดังนี้ "หากพบกับความล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าชีวิตคุณล้มเหลว เพียงแค่คุณยังทำมันไม่สำเร็จเท่านั้น เมื่อบางอย่างล้มเหลว อย่างน้อย เราก็ๆได้เรียนรู้บางอย่างจากสิ่งที่เราทำ เมื่อเราล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าเราโง่ แต่เรามั่นใจและเต็มใจที่จะลองต่างหาก ความล้มเหลวไม่ได้บอกว่าเลิกซะเถอะ คุณไม่มีหวังหรอก มันแค่บอกคุณต้องลองหาทางใหม่ ๆ ความล้มเหลวไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ว่าคุณต้องต่ำ มันแค่บอกว่าคุณไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ (ซึ่งก็เหมือนใครๆ ) ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้คุณเสียเวลาไปเปล่า ๆ แต่เป็นเหตุผลที่ดีในการเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ความล้มเหลวไม่ได้บอกให้คุณยอมแพ้ มันบอกกับคุณว่า พยายามให้มากขึ้น ความล้มเหลวไม่ได้บอกว่าคุณไม่มีทางทำได้ มันเพียงแต่บอกว่าต้องใช้เวลาหน่อย ทุกเช้าเมื่ออาทิตย์เริ่มจับขอบฟ้าในป่าอัฟริกา สิงโตรู้ว่ามันต้องวิ่งล่ากวางตัวที่วิ่งช้าที่สุด ขณะเดียวกัน กวางเองก็รู้ว่ามันต้องวิ่งให้เร็วที่สุด หรือไม่ก็ตาย จุดสำคัญไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า คุณเป็นสิงโตหรือกวาง เพียงแต่วิ่งให้สุดกำลังของตน เมื่อถึงคราวก็พอ" **************เราหวังว่าคุณจะมีกำลังใจในการทำอะไร เพื่อวันข้างหน้ามากขึ้น**************
โดย เพื่อนอาจารย์ [12 ม.ค. 2546 , 10:36:13 น.]