วันจันทร์, เมษายน 11, 2559

คุยความจริงเรื่องคนสูงวัย

Reality Talks Among The Elderly
บทความแปลจาก... http://geelooessays.blogspot.tw/2014/08/betty-choi-080314.html?m=1


มาพูดความจริงกันระหว่างผู้สูงวัย

จงรักษาเยื่อใยสังคมคนในบ้านไว้จนกว่าจะม่องเท่ง..รักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันดุจหุ้นส่วนชีวิตของท่านด้วยทัศนคติที่มีสุขและยินดีปรีดา

เรากำลังแก่ตัวลงไปทุกๆวัน ในช่วงเวลาที่สุขภาพยังดี..ยังคิดได้ เรามาพูดกันในแต่ละขั้นตอนของชีวิตว่า จะเผชิญกันอย่างไร..

ขั้นตอนแรก

ท่านมีเหตุน่าเชื่อเรื่องสถานะและเงื่อนไขของสุขภาพและรายได้ในวัย60และ70ปีหลังเกษียณอายุ..ดังนั้น จงกินดี แต่งตัวดี และทำตัวให้มีความสุข กอบโกยเวลานี้ไว้จนกว่ามันจะมลายหายไป อย่าประพฤติตนเองแบบชุ่ยๆ ควรจัดการเรื่องความมั่งคั่งและสมบัติพัศสถาน จงวางแผนอนาคตของท่านให้ถูกต้อง

ทรัพย์สินที่ลูกหลานได้มาหรือแสวงหามาและจากความกตัญญูกตเวทีที่เราอุทิศให้ เป็นของพวกเขา เราต้องควบคุมและเตรียมไว้ในส่วนเพื่อชีวิตตัวเราเองด้วย..นี่ไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธการช่วยเหลือของพวกเขาหรือรังเกียจความมีน้ำใจก็หาไม่

ขั้นตอนที่สอง

ถ้าสุขภาพยังดี ไม่มีปัญหาความเจ็บป่วยใด ตอนวัย 70 จึงไม่ต้องพะวงกับการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ร่างกายย่อมเสื่อม กำลังย่อมถดถอยตามกาล จนทำให้มีการตอบสนองเลวลง เช่น ผลกระทบทำให้การกินช้าลงเพื่อป้องกันอาการสำลัก..เดินช้าเพราะกลัวหกล้ม ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น พึงละเลยการทำตัวอวดเก่งเหมือนเคย

หยุดการเข้าไปยุ่งเรื่องอะไรของลูกหลาน หมดวัยการต่อล้อต่อเถียงโดยไม่จำเป็น หันกลับมาดูแลเรื่องของตัวเองดีกว่า แม้จะดูเหมือนเห็นแก่ตัวก็ตาม จงเตรียมใช้ชีวิตให้ผ่อนคลาย จำกัดกิจกรรมหรือหน้าที่การงานในบ้านและนอกบ้านให้เบาลง..เพื่อบรรเทาปัญหาเรื่องสุขภาพให้มีคุณภาพยืนยาวขึ้น มีความสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ใช้ชีวิตที่ไม่ต้องพึงพาผู้อื่น

ขั้นตอนที่สาม

เมื่อเจอสภาวะความผิดปกติของร่างกาย เริ่มมีอาการเจ็บป่วยขึ้นแล้ว ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เมื่อถึงวัยช่วงสุดท้ายของชีวิต ควรยอมรับและปรับสภาวะทางอารมณ์ใหม่ให้เหมาะสม การเกิด แก่ เจ็บ และตาย เป็นกฏเกณฑ์ของทุกชีวิตตามธรรมชาติ ถ้าท่านยอมรับมันด้วยความสงบ โดยปราศจากความกลัว ซึ่งขึ้นอยู่กับความกล้าเผชิญตามเงื่อนไขข้อจำกัด แม้แต่การยอมรับต้องไปอยู่สถานพยาบาลคนชราก็ตาม หรือต้องการผู้มาคอยดูแล ตามความเหมาะสม หลีกเลี่ยงการเป็นภาระให้ลูกหลานทั้งทางด้านจิตวิทยาของอารมณ์และทางด้านกายภาพตลอดจนปัญหาเรื่องการใช้จ่าย ท่านพร้อมที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ อย่าให้เป็นสิ่งรบกวนจิตใจ หรือความเศร้าหมองจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตที่จะต้องจากไป พึงขจัดปัญหาต่างๆที่จะมีผลตามมาต่อคนรอบข้างที่เขายังอยู่ เราทุกท่านอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน ผ่านความทุกข์ยากมาเหมือนกันตั้งแต่วัยหนุ่มสาว จึงต้องแก้ปัญหาที่เผชิญให้ได้ตลอดรอดฝั่งจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

ขั้นตอนที่สี่..(ชักเลี่ยน..ว่ะ)

แม้จะมีสภาพจิตใจที่ดีพร้อม แต่สังขารมันมีคุณภาพต่ำ การดำเนินชีวิตก็ด้อยคุณภาพลง ท่านจึงต้องอดทนกล้าหาญเผชิญหน้ากับความตาย อย่าดิ้นรนกระวนกระวาย หลีกเลี่ยงการเยียวยาที่ไม่จำเป็น คนที่จะพึ่งได้ในยามนี้คือตนเองเท่านั้น




จะทำอะไรเมื่อท่านชรา

ทำไมจึงนำเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อเรื่อง ผู้เขียนเชื่อว่าคนชราอายุเกิน 80 ปีขึ้นไป ไม่มีความจำเป็นต้องลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก ในทำนองเดียวกัน ควรเพิ่มคุณค่าอาหารให้มากเท่าที่ร่างกายต้องการ จึงจะทำให้การดำเนินชีวิตมีความสุขยิ่งขึ้น ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รับรองการลดอาหารสำหรับผู้สูงอายุ มันขัดกับธรรมชาติความต้องการของมนุษย์

ความจริงแล้วในกลุ่มผู้สูงอายุ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนความต้องการ การดูดซึมสารอาหารจากการรับประทานประจำวัน เพื่อคุณค่าทางอนามัย ส่งผลดีในการต่อสู้กับเชื้อโรคและขจัดความหดหู่สินหวัง(เซ็ง) ผู้เขียนหวังว่าในบั้นปลายของชีวิตผู้สูงอายุจะสนุกกับการมีชีวิตโดยปราศจากความเสียใจ
บทสรุป

มีคนชราผู้หนึ่งกล่าวว่า "จงบริหารจัดการขจัดความน่าสมเพช วางแผนหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและการเร่งรีบ" ระหว่างช่วงเวลาเข้าสู่วัยชรา ไม่ควรกังวลกับรูปแบบชีวิตในอนาคตอันใกล้นี้

สิ่งแรก ที่ต้องเอาใจใส่คือสุขภาพ ให้ความสนใจคุณค่าอาหารที่บริโภคสม่ำเสมอ ดูแลตนเองเอาใจใส่ในสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

สิ่งที่สอง คือที่อยู่อาศัย ต้องเป็นของเราเอง แทนที่ไปอาศัยอยู่กับลูกหลาน แม้ท่านจะทนกล้ำกลืนฝืนใจได้ก็ตาม มันดีกว่าที่จะอยู่ลำพังด้วยตนเอง เลือกเอาที่ชอบ บ้านนอกหรือในเมือง หรือใกล้กับร้านขายอาหารที่โปรดปราณ

สิ่งที่สาม คือทรัพย์สิน เนื่องจากเงินเลี้ยงดูตนเอง ไม่สามารถพึ่งพาลูกหลานได้ยั่งยืน เราควรดูแลตนเองด้วยทรัพย์สินที่มีอยู่ จะยกให้คนอื่นก็จนวินาทีสุดท้ายของชีวิตเพื่อการรับรองความปลอดภัยให้ตนเอง

สิ่งที่สี่ คือเพื่อนเก่า ควรหมั่นพบปะชุมนุมกันฉันท์หุ้นส่วนที่ดีของชีวิต จงมีอัทธยาศรัยไมตรีที่ดีงามกับคนอื่น รักษามิตรภาพให้ถาวรยั่งยืน นี่คือความลับของการมีชีวิตที่งดงาม
 สุดท้าย(ถึงซะที) ไม่ว่าจะอายุยืนจนเป็นตาแก่หรือยายแก่แร้งทึ้ง ท่านต้องจบชีวิตด้วยตนเอง นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจ หรือน่าสลดใจ มันขึ้นอยู่กับคุณค่าของการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่ การตระเตรียมด้วยจิตใจที่มั่นคง อย่าใส่ใจต่อการยึดมั่นในสิ่งเดิมๆ เผื่อแผ่เปิดกว้างกับยุคสมัยใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนให้แก่กันและกัน ให้ถือเป็นสิ่งดีและโชคดี....

โปรดระลึกไว้ว่า เราเป็นที่สุดของยุคสมัยของเรา จงรักษาความเมตากรุณาและปรานี แม้คนในยุคนี้จะโดนทอดทิ้งจากลูกหลานก็ตาม อย่าอารมณ์เสียเสมือนว่า "ท่านจบชีวิตที่สวรรค์ แต่ทิ้งเงินไว้ในธนาคาร" "ช่างเป็นเพื่อนที่หงอยเหงาเสียนี่กระไร" หรือ " ไม่มีใครสนใจเมื่อคุณแก่" นี่เป็นความคิดล้าสมัย

เราต้องระลึกว่า "สมบัติเป็นแค่ตัวเลข เป็นเปลวไฟที่ลุกไหม้ชั่วคราว เพียงแค่รูปแบบหนึ่งของวิถีชีวิตในชีวิตทั้งมวล จงเป็นคนแก่คนหนึ่งที่มีความสุข ร่าเริง ชีวิตท่านควรมีความหลากสีหลายรสชาดเหมือนฤดูใบไม้ผลิ มีความต้องการที่เรียบง่าย สุขภาพดี มีเงินใช้ มีเวลาว่างรื่นเริงกับเพื่อนฝูงและได้รับความเอื้ออาทรจากท่าน

ความสามารถให้ความรื่นรมณ์ในชีวิตอย่างเสรี เป็นคุณค่าที่วิเศษของการมีชีวิตอยู่ต่อไป และความดีงามคือผลตอบแทนได้รับคืนมาสำหรับทุกท่าน
...จบ


วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 02, 2552

การฝึกฝน "จินตนาการ"

เรียบเรียงบางส่วนจาก...The Mind's Eye โดย Robert Sommer ในเรื่อง Visualization Training
เพราะ จินตนาการ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับจินตภาพ คือการสร้างภาพในสมอง หรือนึกคิดเป็นภาพ จึงเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นทักษะเบื้องต้นของความคิดสร้างสรรค์ก็น่าจะได้

ส่วนมากการฝึกหัดการพัฒนาการจินตนาการ เน้นความคิดสร้างสรรค์ด้วยถ้อยคำ เป็นการคิดที่ผิดแผกไป เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนทิศทางมากกว่ากรรมวิธีคิด หนังสือแบบฝึกหัดจึงเป็นลักษณะถ้อยคำเป็นส่วนมาก หารูปภาพประกอบปรากฏน้อยมาก จนบางทีกลายเป็นการฝึกการแก้ปริศนาและเล่นเกมอิจฉริยะ ทั้งหมดเป็นเรื่องถ้อยคำโวหารทั้งสิ้น ส่วนมากเป็นการให้แสดงการเปรียบเทียบหรือเปรียบเปรยของสิ่งหนึ่งไปกับสิ่งอื่น เช่น ความโง่ดุจดัง….. ความอ่อนนุ่มเหมือน………ความรวดเร็วปาน……..เป็นต้น หรือไม่ก็ขยายคุณสมบัติของสิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์เฉพาะไปสู่ประโยชน์อื่นที่เป็นไปได้ เช่น กำหนดประโยชน์อื่นของหมวก ของเครื่องเหลาดินสอ หรือของอิฐก่อสร้าง เป็นต้น งานค้นคว้าวิจัยจึงสะท้อนเรื่องของสัญญาหมายรู้ (cognition) มากกว่าการรับรู้ (perception) มีส่วนน้อยที่มุ่งเน้นโดยตรงเรื่องการฝึกฝนจินตภาพในความคิด


ข้อมูลการรับรู้รับทราบเชิงประจักษ์เกิดขึ้นจากสิ่งชี้นำ (visual cues) หรือลางสังหรณ์ เหมือนสิ่งเตือนจำในถ้อยคำโวหาร สิ่งเตือนจำหรือบ่งชี้ นำไปสู่ภาพรวมทั้งหมด มักเกิดจากการลดส่วน หรือเป็นส่วนปลีกย่อยที่มีความสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง อันอ้างถึงภาพรวมได้ภายหลัง นักจิตวิทยา Francis Galton อธิบายคุณค่าของสิ่งชี้นำนี้ เปรียบเหมือนสิ่งของภายในบ้านที่คุ้นเคย สามารถนึกภาพหรือรับรู้ได้จากการมองเห็นบ้านจากภายนอกได้ดีกว่าไม่ได้มองเห็นบ้านนั้นเลย นักเล่นหมากรุกเห็นประโยชน์จากการมองกระดานเปล่า เมื่อเขาเล่นเกมนั้นในใจ มันช่วยให้ง่ายในการนึกภาพว่าจะเดินหมากอย่างไร ดีกว่าไม่เห็นกระดานนั้นเสียเลย นักกอล์ฟก็เช่นกันเขามักวาดภาพในใจของผลการตีครั้งต่อไปไว้ล่วงหน้าเสมอก่อนการตีในทุกๆครั้ง บ่อยครั้งที่นักเรียนนำตำราหรือโน๊ตการเรียนเข้าห้องสอบ ไม่ใช่เพราะเพื่อการลอกคำตอบ แต่หากเพื่อการช่วยในการคิดค้นสร้างสรรคำตอบ หรือให้เกิดการระลึกได้ขึ้นมาต่างหาก การได้เห็นสิ่งที่คุ้นเคย เช่นปกหนังสือ หรือสิ่งขีดเขียนในสมุดโน๊ต ช่วยให้มองเห็นภาพถ้อยคำของเนื้อหาในสิ่งนั้นๆได้ในใจ


เหตุผลหนึ่งที่ไม่มีตำราเขียนถึงการฝึกฝนการสร้างจินตภาพ เป็นเพราะผู้มีทักษะหรือนักสร้างภาพในใจ ไม่ชอบเขียนหนังสือที่เป็นแบบสากลนิยมกัน ตามรูปแบบที่เป็นอยู่ ไม่ชอบเขียนประโยคต่อประโยค ย่อหน้าต่อย่อหน้า หรือบทต่อบท เป็นต้น อีกทั้งการเขียนหนังสือเปรียบเหมือนการใช้พลั่วแซะดินจนเป็นร่องหรืออดทนเหยียบย่ำอยู่ในโคลนได้เป็นเดือนเป็นปี คนที่ต้องการทำเช่นนี้ก็ต่อเมื่อเขาหรือเธอฝันตัวเองลอยอยู่สูงกว่าพื้นดินด้วยปีกที่นึกขึ้นเอาเอง นี่ก็อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำไมจึงมีงานเขียนการคิดเชิงประจักษ์ทั้งด้วยการเห็นและการได้ยินมีน้อยมาก อีกทั้งหนังสือหลายเล่มที่เขียนเกี่ยวกับจินตภาพ มักเขียนโดยผู้ที่ไม่มีทักษะทางจินตภาพมากจึงไม่เป็นที่น่าสนใจนัก


หนังสือคู่มือสำหรับการฝึกฝนจินตภาพที่ดีเลิศเล่มหนึ่ง จัดทำโดย Kristina Hooper แห่ง England’s Open University เป็นโครงการจัดการเรียนการสอนทางไปรษณีย์ แพร่หลายทั่วประเทศ ใช้สื่อวิทยุ ทีวี และผู้สอนแบบชั่วคราว คอยให้เกรดข้อเขียนและจัดทำโครงการชื่อ ศิลปะและสภาพแวดล้อม (Art and Environment) เป็นการสอนร่วมกันในหลายสาขาวิชา ในส่วนของโครงการนี้ หน่วยที่ ๕ เป็นเรื่อง จินตภาพและการนึกคิดเป็นภาพ (Imaging and Visual thinking) หนังสือคู่มือนี้มีสาระที่เกี่ยวข้องกับส่วนนี้ในเรื่องแบบฝึกหัดและการปรับปรุงจินตภาพที่น่าสนใจยิ่ง เกี่ยวข้องกับการกระตุ้น ฝึกหัด การสร้างภาพ (หลับตามองเห็น) ฝึกฝนการปรับปรุงการรับรู้ที่ชัดแจ้งในทุกความรู้สึกสัมผัสได้ ผ่านการเขียนภาพเคร่าวๆ การถ่ายรูปวัตถุในมุมมองที่แตกต่างกัน การสัมผัสวัตถุ ให้อารมณ์และการรับรู้กับสิ่งที่ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้สึก ฝึกฝนขบวนการสร้างหรือประกอบสิ่งของใหม่ เช่น ฝึกเย็บเสื้อผ้า หรือทำชั้นวางหนังสือ ตลอดจนสุดท้ายสัมภาษณ์คนอื่นเกี่ยวกับจินตภาพของเขา แม้ว่าหนังสือคู่มือนี้เน้นความมีขั้นมีตอนที่สำคัญๆด้วยถ้อยคำโวหาร แต่เพิ่มการหลอมรวมสาระเข้าด้วยกันโดยใช้ภาพถ่าย ภาพเขียน และบันทึกเขียนด้วยมือ ซึ่งมากมายเท่าที่สามารถทำเป็นภาพได้ในทุกบทเรียน



๑. ฝึกฝนความรู้สึกสัมผัส

๒. ฝึกฝนการมองวาดและเปรียบเทียบ
๓. บุคคลแตกต่างทักษะกัน



Grace Petitclerc ได้จัดทำคู่มือการสอนวิธีหนึ่ง คือถามเด็กๆว่ามันคืออะไรด้วยการสัมผัสโดยมองไม่เห็นสิ่งนั้น แต่อาศัยความรู้สึกและนึกภาพของสิ่งนั้น Richard de Mille ใช้เกมของเด็กๆที่เกี่ยวข้องกับการคิดฝัน เช่นเกม “ให้เด็กจินตนาการว่า เด็กคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่มุมห้องนี้….ให้หมวกอันหนึ่งแก่เขา..แล้วถามว่าสีอะไรที่หมวกนั้นควรเป็น แล้วให้เสื้อคลุมแก่เขาอีก…ถามอีกว่าสีอะไรที่เสื้อนั้นควรเป็น แล้วให้เปลี่ยนสีของหมวก สีอะไรที่เขาเปลี่ยนมัน แล้วให้เปลี่ยนสีอีก เป็นสีอะไรในคราวนี้ “ ผลต้องการให้เด็กเสริมสร้างจินตนาการให้มากขึ้นๆเท่านั้นเอง


หนึ่งในจำนวนเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ดีที่สุด คือ งานเขียนของ Robert McKim ซึ่งสอนวิชาการนึกคิดเป็นภาพอย่างรวดเร็ว ที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดภาควิชาวิศวกรรม เพื่อพัฒนาการเขียนภาพสามมิติและแก้ปัญหาโดยจินตภาพ การทดลองหลายอย่างแสดงการเพิ่มศักยภาพด้านจินตภาพกับบุคคลที่อ่อนด้วยสิ่งนี้มาก่อน McKim แนะเทคนิคที่เน้นวิธีผ่อนคลายต่างๆ เช่น การฝึกการหายใจ การทำสมาธิ การแนะนำเป็นพิเศษและการสะกดจิตในบางโอกาศ ผู้เขียนอื่นบางคนเสนอแนะเพิ่มไปอีกว่า คนที่ขยันและกระตือรือร้นตลอดเวลามักเป็นผู้มีทักษะทางจินตภาพต่ำ ทำงานเหมือนเครื่องจักร์เลยไม่มีเวลาสำหรับการผ่อนคลายและพักผ่อนจริงจังกับการสร้างจินตภาพให้เกิดขึ้นได้ นี่เป็นบันทึกที่น่าสนใจ แต่มีผลการพิสูจน์ยังน้อย สถาปนิกส่วนมากมักเป็นพวกฟุ้งซ่านมีทักษะทางจินภาพค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการฝึกฝนการปฏิบัติโครงการออกแบบเสมอๆ บางครั้งใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๑๖ ชั่วโมงต่อวัน และไม่ได้หมายความว่าพวกสถาปนิกหรือศิลปินจะเป็นพวกที่คบหาได้ง่ายและผ่อนคลายเสมอนัก ทั้งๆที่บันทึกดังกล่าวเน้นการผ่อนคลายเป็นสำคัญต่อการเพิ่มจินตภาพในขณะที่ความเครียดเป็นการกีดกั้น ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับบุคคลิภาพส่วนบุคคลที่มีสภาพแตกต่างกันทางอารมณ์ได้ ยากที่กำหนดได้เด็ดขาดชัดเจนนัก ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่านักออกแบบส่วนมาก สามารถปรับเปลี่ยนความสามารถระหว่างความฟุ้งซ่านกับกิจกรรมที่กระทำอยู่โดยตรงเฉพาะหน้า และเอาใจใส่กับการผ่อนคลายตามสถานการณ์ที่เหมาะสม



วิธีการฝึกฝนการนึกคิดเป็นภาพ McKim เน้นสอนที่ขบวนการสามอย่างที่เกี่ยวข้องกันคือ การดู จินตนาการ และการเขียนวาดภาพ คนส่วนมากมองทุกสิ่งไม่ชัดเจนและแจ่มชัดเสมอไป บางส่วนขาดหายไปหรือเบลอไปด้วย McKim ใช้การแก้ปริศนา (puzzles) และเกมต่างๆในการพัฒนาการจดจำเป็นภาพ เช่น นำเสนอไพ่ห้าสำรับ หนึ่งในห้าเป็นสำรับที่ถูกต้องแต่มี่เหลือผิดจากสำหรับไพ่ปกติที่ใช้กัน คำตอบต้องการการดูที่เพ่งพินิจและสังเกตุเห็นภาพสะท้อนผิดที่กลับกัน เช่นไพ่รูปหัวใจที่กลับหัวกลับหางกัน หรือหมายเลขเบอร์ไพ่ของ ๑๐ ที่เขียนใหม่เป็น ๐๑ หรือบางครั้งให้ผู้เรียนปิดตาบอกชนิดจากเนื้อผ้าหรือชนิดของเครื่งเทศต่างๆ เป้าหมายเพื่อฝึกฝนการเอาใจใส่ในสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นเอง


ส่วนที่สองในการฝึกฝนทักษะทางจินตภาพของ McKim คือให้นักเรียนปิดตาบอกสีของกล่องไม้จตุรัส โดยแรกมีด้านทาสีแดงหมด แล้วจึงตัดแบ่งออกเป็นกล่องย่อยๆเป็นคู่ขนานจนแบ่งออกเป็นกล่องเล็กๆ ๒๗ กล่อง ผู้เรียนต้องจินตนาการให้ได้ว่ามีกล่องที่สามด้านเป็นสีแดงกี่กล่อง หรือที่มีสีแดงสองด้านกี่กล่อง ที่มีสีแดงด้านเดียวกี่กล่อง และกี่กล่องที่มีด้านไม่มีสีเลย เป็นต้น McKim ยังใช้สิ่งทดสอบที่ออกแบบเป็นสองมิติ แต่สามารถพับเป็นภาพสามมิติได้ (ดูภาพ) ผู้เรียนดูแล้วต้องนึกภาพการพับในใจเพื่อกำหนดรูปสามมิติที่เกิดขึ้นมากรูป เป็นคำตอบว่าเป็นรูปอะไรบ้าง ส่วนที่ยากของการเรียนนี้ คือ การนึกหมุนภาพในใจในหลายรูปแต่ละครั้ง หมุนมากน้อยในทิศทางที่ต่างๆกันอีกด้วย


ส่วนประกอบของแบบฝึกหัดการสร้างภาพสามมิติของ McKim
ในส่วนทดสอบที่สามเกี่ยวข้องกับการร่างภาพ (sketch) เป็นวิธีการคิดเชิงโครงร่าง (schematic) ซึ่ง McKim เรียกว่า การพูดเชิงกราพฟิค นักเรียนเริ่มโดยการเขียนภาพขยุกขยิกอย่างอิสระ (doodling) แล้วค่อยๆจัดแจงภาพนั้นให้เป็นเรื่องราวขึ้น แล้วทำให้เป็นภาพที่ชัดเจน ในที่สุดเขียนออกมาเป็นภาพจากจินตภาพที่เกิดขึ้นในใจ ต่อมาฝึกเขียนภาพจากสิ่งที่ที่ตนมองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกเท่านั้น เช่นซ่อนสิ่งที่เขียนไว้ในถุงกระดาษยอมให้มือล้วงไปจับต้องได้ เป็นต้น เพราะ McKim สนใจในเรื่องการนึกคิดเป็นภาพ การฝึกฝนส่วนมากจึงเป็นการเห็นทั้งภายนอกด้วยตาและการเห็นภายในด้วยใจ อย่างไรก็ตามก็จะฝึกฝนได้คล้ายคลึงกันสำหรับในแง่สัมผัสอื่นนอกจากการมองเห็นด้วยตา หลักสำคัญของวิธีการฝึกฝนเหล่านี้ คือการฝึกหัดที่ส่งผลประเมินกลับทันทีเพื่อพัฒนาการปฏิบัติการนั้นๆต่อไป


นักข่าว Ross Parmenter ปรับปรุงวิธีการเพื่อพัฒนาทักษะของการสังเกตุการณ์ เกมการล่าความเหมือนเพื่อการเปรียบเทียบ (เกมปลาในสระ) ของเขา สมควรจัดเป็นวิธีการฝึกฝนจินตภาพอีกวิธีหนึ่ง เขาได้ความคิดจากการเดินทางเที่ยวบินระหว่างเมืองออตตาวาและเมืองนิวยอร์คช่วงเปลี่ยนเวลา เมื่อไรก็ตามที่เขาสอดแนมวัตถุใดเขามักถามตัวเองว่า "มันช่วยให้ย้อนระลึกถึงอะไรบ้าง?"

๑. การสร้างภาพเปรียบเทียบจากการสัมผัส และความรู้สึก

๒. การประมวลความจำด้วยภาษาภาพและภาษาเขียน
๓. การสร้างภาพในใจแต่ละคนไม่เหมือนกัน


ทำให้ได้คำตอบแตกต่างในเรื่องวัสดุ สายพันธ์ หรือแบบจำลองในแต่ละครั้ง เช่น ถนนคดเคี้ยวช่วยให้นึกถึงที่ปักผมที่ทำด้วยกระ สายน้ำบ่งถึงทางเดินของหนอนในป่า และสะพานใหญ่บ่งชี้ถึงนกกระสาสองตัวพันคอเพื่อจูบกัน ขณะที่เกมดำเนินไป การเปรียบเทียบความเหมือนก็จะยิ่งเร็วขึ้น เขารู้สึกว่าความชำนาญที่เป็นนักเขียนช่วยให้สร้างการเปรียบเทียบความเหมือนในเกมนี้ได้มาก วิธีฝึกนี้เกี่ยวข้องกับการมองอะไรในมุมมองใหม่แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นคำพูด เขาชอบคำพูดที่ทำให้ความทรงจำพลั่งพลูออกมาบนแผ่นกระดาษภาพที่ว่างเปล่า เพื่อเพิ่มอำนาจการสังเกตุการณ์ เขาแนะนำให้เอาใจใส่การการมองสิ่งใดราวกับว่าตนเองเป็นนักข่าวที่กำลังทำข่าว เสนอเรื่องราวบนกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือรายงานพิเศษประจำสัปดาห์ สิ่งนี้ช่วยกระตุ้นให้เห็นสิ่งต่างๆ แจ่มชัด มีชื่อกำกับ และใช้รายละเอียด เพื่อสร้างภาพให้คนอื่นเข้าใจได้


สิ่งที่ขาดหายไปในวิธีการเหล่านี้คือ ข้อมูลว่าเขาทำอย่างไร แม้เป็นเช่นเกมกิฬาในร่มต่างๆ ที่สนุกและไม่มีอันตราย อย่างไรก็ตามก่อนที่จะนำไปใช้ในหลักสูตรการเรียน หรืออบรมปฏิบัติการ ต้องมีความพยายามในการวัดผลที่คาดว่าจะได้รับด้วย


มีการยอมรับกันแม้ไม่เป็นเอกฉันท์ว่า ผู้มีจินตภาพต่ำมักทำงานในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาพเป็นพื้นฐานได้ดี คนจะลดการใช้เหตุผลน้อยลงเมื่อพยายามมองและเปลี่ยนมุมมองของภาพในลักษณะสามมิติ งานที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว เช่นการวาดภาพหรือการแสดง ต้องอาศัยประโยชน์ที่ได้จากการสร้างจินตภาพมากกว่าทักษะทางภาษาพูดที่เข้มงวด หลายคนที่เมื่อต้องการสร้างจินตภาพมักอยู่ในสภาวะที่ต้องการการผ่อนคลายสูง นักศึกษาด้านวารสารศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า ในขณะเขียนนวนิยาย เขาจะนึกภาพไม่ได้เลยถ้าไม่อยู่ในอารมณ์ที่ผ่อนคลายจริงๆ ยิ่งตอนวางโครงเรื่องยิ่งต้องการผ่อนคลาย หลับตา และพยายามอยู่ในภวังค์ที่นึกถึงภาพต่างๆเหมือนกำลังฉายภาพสไลด์ในใจ เหล่านี้เป็นความแตกต่างระหว่างการฝึกฝนการนึกคิดเป็นภาพและการย้อนความทรงจำโดยทั่วไป ระบบที่ใช้ในการกระตุ้นความจำโดยใช้ภาพเป็นเครื่องชี้นำต้องการความผ่อนคลายมากและเน้นการตื่นตัวด้านจิตใจสูงมาก

หลายคนที่มีความสามารถในการทำสมาธิสูงๆจะสร้างรายละเอียดของจินตภาพได้มากมาย ความสามารถในขณะการคิดเป็นภาพจะเกี่ยวข้องกับจังหวะการหายใจสม่ำเสมอ จังหวะหายใจผิดปกติจะสัมพันธ์กับคนมีจินตภาพต่ำ ความเพ้อฝันในการสร้างเรื่องราวต่างๆให้เป็นชุดๆต่อเนื่องกันนั้นต้องอาศัยอารมณ์ช่วงที่มีการผ่อนคลายและสบายสุดๆ งานค้นคว้าของ ซิกมันต์ ฟรอยด์ ก็ยืนยันการฝันเป็นภาพนั้นเกิดผลมากในช่วงที่คนๆนั้นอยู่ในสภาวะที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น สภาวะการผ่อนคลายจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการฝึกฝนการสร้างจินตภาพ


เป้าหมายในการฝึกฝนการสร้างจินตภาพ ควรเกี่ยวข้องกับการศึกษาในทุกระดับ และควรพัฒนาให้เกิดทักษะการปิดเปิดสลับความคิดได้ในหลายรูปแบบ สังคมจะได้ประโยชน์กับคนที่มีความคิดหลายรูปแบบ มีความสามารถด้านจิตใจสูง เป็นการดีที่บางคนสามารถพิจารณาในเรื่องบางเรื่องที่ไม่ต้องอาศัยการจินตภาพ และก็ดีสำหรับบางคนที่ไม่สามารถเลิกล้มการนึกคิดอะไรให้เป็นภาพได้เลย ไม่มีการยืนยันในความเชื่อที่ว่า นามธรรมล้วนๆจะเป็นรูปแบบสำคัญของการสร้างเหตุผลเสมอไป การขาดความสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์และแยกสิ่งเหล่านั้นออกจากประสบการณ์ไม่ควรเป็นสิ่งที่พึงประสงค์.....

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับนักออกแบบ

การนึกคิดเป็นภาพในใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักออกแบบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบ้าน การตกแต่งภายในโรงแรม การจัดโชว์หน้าร้านเพื่อแสดงสินค้า การจัดสวนในโรงเรียน ความสามารถในการมองเห็นผลเป็นภาพในจิตใจเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับพวกเขาเหล่านี้ จากการเป็นนักจิตวิทยาที่ทำงานใกล้ชิดกับสถาปนิก ทำให้ทราบว่า จินตภาพช่วยให้สถาปนิกทำงานออกแบบบนภาพสองมิติได้ดีกว่าคนทั่วไปที่มองเห็นและจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่นึกคิดออกมาเป็นภาพสามมิติเหมือนพวกสถาปนิกได้


เพราะฉะนั้นการได้ร่วมทำงานกันกับสถาปนิกทำให้คนทั่วไปได้เพิ่มทักษะการคิดด้วยภาษาภาพในใจ และเห็นความสำคัญในการใช้มันอธิบายสิ่งต่างได้เพิ่มจากภาษาเขียน

ในการเสนองานออกแบบกับคณะ ผู้ที่แนะนำหรือเสนอแนะสิ่งที่เกิดประโยชน์มักเกิดจากคนที่มีทักษะในการนึกคิดด้วยภาพ เพราะสามารถสื่อสารกันได้สะดวก แต่สำหรับผู้มีทักษะด้านนี้น้อยก็จำเป็นต้องใช้สื่อของความคิดที่เป็นรูปธรรมเชิงสามมิติมากๆ เช่นหุ่นจำลองหรือภาพวาดเหมือนจริง เป็นต้น เท็คนิควิธีการสร้างงานกราพฟิคสมัยใหม่ ช่วยนักออกแบบให้ง่ายต่อการนำเสนอความคิดที่เหมือนจริงกับลูกค้าทั่วไป เช่นการจำลองภาพของสภาพแวดล้อมในงานภูมิทัศน์ ใช้การรวมประสานเข้าด้วยกันระหว่างสิ่งออกแบบที่เป็นหุ่นจำลอง และตั้งอยู่ท่ามกลางของสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง บางกรณีพบว่า การทำหุ่นจำลองอาคารด้วยกระดาษแข็งขนาดมาตราส่วนใหญ่ๆช่วยความเหมือนจริงได้มากขึ้น เข้าใจในรายละเอียดมากกว่าหุ่นจำลองขนาดเล็ก รวมถึงเท็คนิคการจำลองให้เห็นภาพที่เกิดขึ้นอยู่ภายในอาคาร ก็ช่วยสร้างความเหมือนจริงได้มากขึ้นตามลำดับ ทั้งหมดเป็นการเสริมการคิดเป็นภาพของผู้คนที่มีทักษะทางจินตภาพต่างกันนั่นเอง


สถาปนิกส่วนมากสามารถนึกคิดเป็นภาพได้ชัดและเกิดขึ้นตลอดเวลา เขาจึงมักใช้หุ่นจำลองเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อความคิดกับลูกค้าหรือต่อสาธารณะชนทั่วไป คนที่มีทักษะทางจินตภาพก็สามารถรับรู้และตอบโต้ความคิดที่มีประโยชน์กลับไปได้ และจะช่วยให้สถาปนิกสามารถปรับปรุงความคิดที่ตอบสนองผู้ใช้อาคารได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทักษะการคิดด้วยจินตภาพนี้ เกิดได้เพราะการฝึกฝน และทุกคนไม่เฉพาะนักออกแบบควรมีทักษะการคิดทำนองนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่วิธีคิดแบบหนึ่งไม่เป็นผลก็สามารถสลับใช้อีกวิธีนึกคิดด้วยจินตภาพแทนที่ได้


หลายคนคิดว่าจินตภาพนั้นเกี่ยวข้องกับทัศนศิลป์ ยิ่งจะเกี่ยวข้องส่วนมากกับงานออกแบบโดยฉะเพาะสถาปัตยกรรม แต่สิ่งที่ไกลกว่านั้น คือ มันเกี่ยวข้องกับคุณภาพของชีวิตทุกคนด้วย จะเป็นการช่วยส่งเสริมประสบการณ์ที่คุ้มค่า สั่งสมความรู้สึกและความทรงจำที่ดี และช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นหรือกับธรรมชาติรอบตัว แม้ว่าเท็คนิควิธีการออกแบบในแง่ความทรงจำจะสามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธผลด้วยวิทยาการทางคอมพิวเตอร์ แต่การออกแบบด้วยความนึกคิดที่ดีงามและให้เกิดความเพิ่มพูนยิ่งขึ้นนั้น ต้องอาศัยความสามารถของมนุษย์เท่านั้น ข้อสันนิษฐานในการนึกคิดโดยอาศัยจินตภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันพฤหัสบดี, มกราคม 22, 2552

ถ้าชีวิตมันเหี้ ..นักทำไงดีครับ

ที่บ้านแม่ งก็เหี้ คนรอบข้างก็เหี้ ตัวผมก็เหี้ อะไรๆก็เหี้ อย่างงี้ผมว่าผมไปสร้างเรื่องเหี้ ๆให้ชีวิตคึนอื่นบ้างก็คงจะมันดีนะครับ
โดย ผู้แสวงหา [29 ส.ค. 2545 , 20:26:30 น.]

ข้อความ 1
แล้วผมจะกลับมาตอบ และจะสาธยายให้ฟังยาวๆ อย่าเพิ่ง "คิด" สร้างความเหี้ ..ให้มากกว่านี้ รอกันหน่อยนะ.. เราต่างก็เหี้..พอๆกัน เล่นกันเอง ดีกว่าไปเล่นกับคนอืน ที่เขายังไม่เหี้..มาก่อน แล้วกลายมาเป็นเหี้.. จะรีบไปทำงานว่ะ งานเหี้..ๆ เช่นเคย
โดย เพื่อนอาจารย์ [30 ส.ค. 2545 , 10:31:07 น.]

ข้อความ 2
ผมว่าเพื่อนอาจารย์คงมีคำตอบดีดี(และยาวยาว ไว้รออ่านละกัน แต่ส่วนตัว ผมว่า --ถ้าช่วงนี้คุนยังไม่สูญเสียคนที่รักไปซักคน ---ถ้ายังร่างกายแข็งแรงอยู่ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร --ถ้ายังมีข้าวกินพออิ่มอยู่ทุกวัน เชื่อผมเหอะว่าชีวิตมันยังไม่เป็นขาลงจนต้องใช้คำว่าเหี้--หรอกคับ ลองนั่งคิดดูนะคับว่าอะไรที่สำคัญกะชีวิดเราจิงจิงและมากพอที่จะควรค่าแก่ความรู้สึกรันทดใจเช่นนั้น----เด่วมันก้อผ่านไปนะ .......... ผมว่า
โดย ไทแมน [1 ก.ย. 2545 , 00:54:55 น.]

ข้อความ 3
อ้าว ตื่นมา พบว่าเวลาย้อนกลับไป สมัยที่โลกมีแต่ เหี้ แล้วคนไปอยู่ไหน หรือยังไม่ทันเกิด ตกลงเลยมีแต่เหี้ และ เหี้ ถ้าไม่ทำเหี้ แล้วจะทำอะไร ช่ายป่าว
โดย ครูประชาบาล [1 ก.ย. 2545 , 12:24:33 น.]

ข้อความ 4
อ่านแล้วนึกถึงเพลง(ใต้ดิน)เพลงนึงของโจอี้บอยกะดาจิม... มันหลับไม่ลง โว้ย ปวดกบาลจิงโว้ย เบื่อจิงๆๆโว้ย ปวดลูกตา มันเบื่อระอา มันเหนื่อยกายา โว้ย จนชินชา ท่องคาถา ชินบัญชรก่อนนอน ต้องท่องให้ครบทั้ง3จบ ถ้าท่องไม่ครบก็ไม่ได้พร สะกดเป็นกาพย์กลอน ฟังไม่ขาดตอน โว้ย มาละโว้ย ไปละโว้ย เบื่อละโว๊ยโวย โว้ยยยยย... แม่มกันทั้งวัน แม่มก็เหมือนกัน แม่มก็หวังฟัน เหี้ กันทั้งน้านน โว้ย ถึงmungจะใส่สูทหรือว่าผูกไท guรู้mungเหี้ ถึงmungจะส่ายตูดหรืว่าส่ายไข่ guรู้mungเหี้ ใครต่อใครเค้าก็คิดว่าmung nice guรู้mungเหี้ เห็นไม๊เนี๊ยๆ เอ้า guก็เหี้ เหมือนกัน แย่งแฟนเค้าเหมือนกัน แ_กเหล้ากันทั้งวัน ดูดบุหรี่กันสนั่น เหี้ กันท้างน้าน โว้ย ได้แต่พยามทำตัวให้ดูดี guรู้mungเหี้ ได้แต่พยามแต่งตัวให้ดูดี guรู้mungเหี้ ฝ่าไฟแดงถูกเรียกก็ขับหนี เห็นไม๊เนี๊ยๆ เอ้า guก็เหี้ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพวกmungก็ไม่ต้องไปคิดมาก ถึงจะเหี้ ยังไงก็ขออย่าให้เหี้ มาก เหี้ กับเหี้ คบกันไม่ลำบาก อยู่รวมกันไม่ยุ่งยาก เหี้ กันตามอัตภาพ หลอกตัวเองว่าตัวนั้นดีเลิศ แค่คิดอย่างงี้ นี่แหละmungเหี้ กำเนิด เกิดเป็นหางแดงสองแฉก นี่แหละเหี้ ประเสริฐ เหี้ เถิดๆ เหี้ เถิด โว้ย โวย
โดย guก็เหี้ เหมือนกัน [1 ก.ย. 2545 , 21:44:57 น.]

ข้อความ 5
ดีใจจัง มีพรรค์เดียวกันว่ะ ลองมาอ่านซ้ำๆกันนะ... คำว่า "เหี้.." เข้าใจว่าคงหมายถึง..สิ่งที่ไม่ดี ภาวะทางจิตใจขณะที่เปรยคำนี้ คง "ไม่สบาย" ไม่ปกติ ไม่พอใจ เซ็ง เบื่อ และโกรธ ฯลฯ หากพิจาณาลงไปให้ลึกๆ ให้เห็น "ความจริง" ความเป็นอนิจจัง ความเป็นทุกข์ และความ ไม่เป็นเรื่องราวแล้วเอามาให้เป็นเรื่องราว (อนัตตา) เช่น เหี้..เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการมาเป็นคนในที่สุด จะจัดเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี ก็เป็นบรรพบุรุษของเรา มีเกิด มีเจ็บ มีตาย เป็นสัจจธรรมแห่งสัตว์ทั้งมวล ถ้าเป็น เหี้..เหมือนกันหมดทั้งมวล (โดยไม่แยกรูปแยกนาม) เริ่มเกิดจากง้วนดิน แล้วไม่เกิด "สัญญา" ต่างรูปต่างนามไปเอง โลกนี้ก็เป็นสุข เป็นปกติ เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าถือเป็นกันบ้างไม่เป็น กันบ้าง (เพราะคิดผิดเอาเอง) อันนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งได้ ส่วนจะรุนแรงอย่างไร ขึ้นอยู่กับปริมาณความต่าง แล้วสุดท้าย จะนำไปสู่หายนะ (chaos) ทั้งตัวเองและสังคมในที่สุด เพราะยังไม่รู้เท่าทันธรรมชาติ ที่เป็นปกติ เป็นธรรมดา เท่านั้น ความเข้าใจเอาเองว่าเป็น เหี้..หรือคนอื่นเป็นอย่างเรา หรือ ไม่เป็นอย่างเรา เกิดขึ้นได้ ..ก็ดับไปได้เอง ไม่ต้องไปอนุรักษ์ เพราะทำไม่ได้ เดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็น ไม่เหี้.. คนอื่นก็ไม่เหี้..หรือยัง ดันดื้อเป็นเหี้..ย้อนยุคอยู่อีกก็ตาม เกิดขึ้นได้ ก็ดับกลับไปเป็น เหี้.. อีก มันวนเวียนเหมือนงูกินหางตัวเองอย่างนี้เอง ..เป็นวัฏฏะครับ ทางธรรม..มักเตือนไว้ให้คนที่คิดเป็นมนุษย์ให้ได้ควรอยู่ "เหนือ" ธรรมชาติของความเป็น เหี้..และความไม่เป็น เหี้..นี้เสีย ก็จะเป็นเช่นมนุษย์สมบูรณ์ คือมี ธรรม ที่ต่างและเกินจากสัตว์ หรือคนพันธ์สัตว์ทั่วไป เมื่อเป็นมนุษย์ได้ ก็จะเป็นปกติ เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ที่ไม่อยู่ในความประมาท ในการเป็นงูกินหาง ตัวเองตลอดไป .. ขอจบปรัชญาความเป็น เหี้..ที่ไม่น่าจะเป็น เหี้..ไว้แค่นี้นะ ชักงงๆเองแล้วซิ ..ว่าจะเป็นอะไรกันอีกล่ะ
โดย เพื่อนอาจารย์ [2 ก.ย. 2545 , 12:17:07 น.]

ช่วยขยายความคำว่าcontemporaryให้กระจ่างหน่อยสิครับ

รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ใช้กันเกลื่อนมาก ๆเลยฮะ แบบว่ามันน่าจะมีอะไรมาต่อท้ายหน่อยฮะ เพราะมันมีเยอะจริง แต่ทำไมใคร ชอบเรียกให้มันโก้อยู่เรื่อยเลย แล้วอีกหน่อยคำ ๆนี้ควรจะมีอะไรมาต่อท้ายเหรอครับ เพราะ ใครก็ชอบพุดว่างานของตนไม่มีสไตล์ รู้สึกเหมือนว่ามันขาดอะไรไปอย่างงงงงงงนะครับ ในการนำเสนอผลงาน เหมือนกับพวกเครื่องจักรทำงานที่รวม ๆข้อมูลแล้วก็ประมวลผงออกมา รู้สึกแย่ครับ ยิ่งบางคนมีอีโง่มาก ก็ยิ่งแย่ไปใหญ่
โดย สสจ [9 ต.ค. 2546 , 07:16:41 น.]

ข้อความ 1
ผมเคยทราบ...มานานแล้วว่า เมื่อเอ่ยถึง comtemporary architecture เขามักหมายถึง สถาปัตยกรรมร่วมสมัย ผมเดาว่าคงอยากกำหนดสไตล์ ของลักษณะสถาปัตยกรรมที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน หรือในแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา คงรวมสรุปแนวความคิดต่างๆในการออกแบบ ที่ใช้กันในปัจจุบัน หรือในแต่ละยุคสมัยด้วย แนวคิดที่ได้ยินกันตั้งแต่ปี ๑๙๙๐s ก็มี โพสต์แก่ๆ(ปลาย) ดีคอน และมินิมั่มหนุ่มๆ(ต้นๆ) ฯลฯ ในสมัยผมเป็นนิสิต เขามักเรียก สถาปัตยกรรมโมเดิร์น ว่าเป็น สถาปัตยกรรมร่วมสมัยในขณะนั้น (ราวๆปี ๑๙๖๐s) ...ลอง หาอ่านงานวิจัยของ ศ.ผุสดี เกี่ยวกับแนวคิดของสถาปนิกไทยในยุคนั้น..นะครับ ในปัจจุบันสมัย ปี ๒๐๐๐s นี้ ผมไม่แน่ใจว่า...สถาปัตยกรรมร่วมสมัยนี้ เป็นอย่างไร หรือนิยมแนวคิดอะไรที่เด่นชัดในเมืองไทย แต่สังเกตุว่านิสิตชอบพูดถึงงานของ อันโด๊ะ และพวกมินิมั่มนิสซึ่ม แต่หากมองงานโปรเจคก็ยังเป็นแบบ"โบราณ" ฟังชั่นนิสซึ่ม ผมคิดว่าอิทธิพลอาจารย์คงบังคับ หรือสอนกันแต่ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของอาจารย์ละมัง ส่วนมากเป็นแบบเชยสุดๆ แนวคิด ก็แคบๆ ไม่เน้นแนวคิดแปลกแยก หรือคิดแบบค์รวมเท่าไร หรือไม่มีการพัฒนาจากโมเดิร์นเท่าไรนัก พูดถึงการเปลี่ยนในแต่ละยุคสมัยในแง่งานสถาปัตยกรรมเมืองไทย ผมว่าเปลี่ยนแปลงช้ามาก เลยสังเกตความแตกต่างระหว่างสมัยยากมาก ยุคนี้น่าถือกันได้ว่าเป็นยุคดิจิตัล ก็ยังไม่เห็นสถาปัตยกรรมแบบดิจิตัลในเมืองไทย เห็นแต่ตึกติดป้าย "ดีแท็ค" โตๆไม่กี่ตึก นี่ก้อ กำลังรออ่านหนังสือเรื่อง digital architecture ของอจ.ธิดาศิริอยู่ น่าจะถือเป็นสถาปัตยกรรมงร่วมสมัยของยุคปัจจุบันได้กระมังครับ สรุปว่า..สำหรับเมืองไทย สถาปัตยกรรมร่วมสมัย กับสถาปัตยกรรมโบราณๆ..ในความเห็นผม มีความหมายไม่ต่างกันมากนัก เพราะแนวคิดในการออกแบบมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ทั้งคุณและผมเลยสับสนกับคำว่า "ร่วมสมัย" พอๆกัน คุยมาแบบคนไม่มีความรู้ "ร่วมสมัย" เอาเลย...นะครับ
โดย เพื่อนอาจารย์ [10 ต.ค. 2546 , 00:49:25 น.]

ข้อความ 2
คิดเป็นองค์รวมคืออะไรครับ?
โดย ??? [19 ต.ค. 2546 , 02:09:47 น.]

ข้อความ 3
คือหมายถึงการคิดเชิง "กระบวนการ" ออกแบบในแง่ความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมที่กำลังออกแบบ ในทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน ยิ่งมากยิ่งดี จะได้ความหมายและเรื่องราว โดยเอา "ตัวเรา" เป็นศูนย์กลางของปัญหาต่างๆ เช่นองค๋รวมในแง่กระบวนการทางสังคม เมื่อสังคมมีปัญหา ตัวเราก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย ในปรัชญาทางพุทธ คือ อิทัปปัตยตา จะแก้ ปัญหาตามความเป็นจริง ต้องคิดแบบ อิทัปปัตยตา ลองหาอ่านแนวคิดนี้ เช่น..แนวคิดในการแก้ปัญหาสังคม ของท่าน อจ. ประเวศ วะสี และงานของท่านพุทธทาส ภิกขุ เป็นต้น...นะครับ
โดย ขออีกที [19 ต.ค. 2546 , 22:25:35 น.]

ข้อความ 4
แล้วอะไรคือprocessที่ควรจะเป็นล่ะครับ แค่ดูการใช้ ดูcontext ดูอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วเหรอครับ แล้วอะไรคือprocess ที่เค้าว่ามันหายไปล่ะครับ แบบว่าเคยถามอาจารย์ เค้าก็บอกแค่นี้ก็เป็นprocess ถ้าแค่นี้แล้วเราจะเขียนหรือแสดงออกมาทำไมล่ะครับ เหมือนเอาความกลวงของสมองมาแต่งให้งานดูมีคุณค่า แล้วอะไรควรเป็นprocess ที่เราควรทำที่แท้จริงล่ะครับ บอกตามตรงว่า...........เบื่อ สุด ๆ กับพวกชอบเอาความไม่มีอะไรมาทำให้มีอะไรด้วยสิ่งที่ไม่มีอะไร ..ขอบคุณ..
โดย สสจ [20 ต.ค. 2546 , 12:38:49 น.]

ข้อความ 5
ใจเย็นๆครับ อย่าเพิ่งเบื่อครับ ข้อมูลที่เรารับมาจากคนอื่น ก็เหมือนขยะที่เขาถ่ายออกมา ยิ่งเป็นความคิดทางวิชาการ อาจเป็นขยะล้วนๆ จนกว่าตัวเรา เอามารีไซเคิล นั่นแหละจึงเป็นความรู้สำหรับเรา จะเรียกว่าเป็นการบูรณาการก็ได้ ความคิดในการออกแบบ ที่ผม เห็นว่า ควรคิดเป็นกระบวนการ หรือองค์รวม ก็เพราะความเชื่อทางพุทธปรัชญา และทฤษฎีฟิสิกซ์ใหม่ พ้องกัน ตรงที่ว่า สรรพสิ่งใดๆในโลกนี้ ล้วนมีเหตุปัจจัย หรือความเชื่อมโยง กันทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย ตัวอย่างเช่น ทฤษฎี butterfly effect หรืือ ทฤษฎี "ผีเสื้อขยับปีก" เป็นต้น กระบวนการเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ในการออกแบบ ขึ้นอยู่กับปัญญาความคิดของเรา ในการพิจารณาค้นหาเหตุปัจจัย ของกันและกัน เช่น แค่ออกแบบอาคารให้สัมพันธ์กับสถานที่ตั้ง ชุมชน เหตุการณ์ อาคารข้างเคียง หรือแวดล้อมอื่นๆโดยรอบ ตลอดจนขอบเขตที่โยงถึง ประเทศไทยทั้งหมด ต่อไปยังขอบเขตอื่นๆ จนถึงระดับจักรวาล ก็คงรากเลือดเอาการ แต่ยิ่งกระทำ ได้มากเท่าไร เราก็น่าจะพบ ความจริงในงานออกแบบของเราได้มากเท่านั้น ตามทฤษฎี หรือปรัชญาที่พล่ามไว้ข้างต้น รวมทั้งการออกแบบร่วมสมัย ที่เราดัดแปลงจากของเดิม หรือลอกแบบต่างประเทศก็ตาม ซึ่งก็ตามเหตุปัจจัย ของความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง เท่าที่ปัญญาของเรา ก่อให้เกิดความคิดในการออกแบบดังนั้น...แหละครับท่าน
โดย เพื่อนอาจารย์ [21 ต.ค. 2546 , 01:45:39 น.]


วันพุธ, มกราคม 21, 2552

เกี่ยวกับชีวิต

อยากให้อาจารย์ เล่าตอนอาจารย์กำลังจะจบว่าอาจารย์เตรียมตัวอย่างไร ในการออกไปเป็นผู้ใหญ่(ทำงาน)ครับ
โดย นิสิต ปี 5 [25 ก.ย. 2546 , 01:01:30 น.]

ข้อความ 1
การวางแผนชีวิตหลังเรียนจบ เป็นเรื่องดี แต่อย่าไปซีเรียสกับความสำเร็จหรือล้มเหลวในแผนมากนัก การวางแผนที่ดี คือมีแผน ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ในสมัยของผม ...จบแล้วต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง เพราะคนคอยเลี้ยงดูไม่มี และเพราะเรียนในคณะนี้ ได้เห็นแต่สิ่งสวยงาม และฝันค้างของบรรดาครูถึงแดนสิวิไลซ์ ตะวันตก เลยพักนั้น..เพ้อจะไปเมืองนอกให้ได้ จบแล้ว แต่เกรดไม่ดี เพราะรักสนุกมากกว่า รักเรียนแบบบ้าเรียน เลยต้องปิดช่องว่างเรื่องเกรด หากจะไปเรียนที่เมืองนอกในสมัยนั้น ต้องเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ท๊อปเทน (ivy-league schools)เท่านั้น ถึงจะแน่จริง ไปทำงานเพื่อเพิ่มเกรดในสำนักงานสถาปนิกชั้นนำตอนนั้น เพราะรุ่นพี่สนับสนุน ลำพังฝีมือเขียนตีฟที่มีตอนนั้น เขาไม่รับ เพราะยังไม่เข้าขั้นมือเซียน แต่อาศัยตื้อหน้าด้าน ทำไปถึงสามปี พอพบเนื้อคู่จึงลาออก สัญจรไปเมืองนอกทันที ไปที่มหาวิทยาลัย ชั้นนำอย่างว่า เดินไปเคาะประตูห้องคณบดีฝรั่ง เพื่อสมัครเรียน ด้วยความมั่นใจ เพราะมีจดหมายครูของผม ซึ่งเป็นศิษย์ คนโปรดของท่านอยู่ในมือ พอครูฝรั่งอ่านเสร็จ ยิ้มทำเล่นตัวอยู่สักพัก ก็นัดให้มาเรียนกันเลย สมัยนั้นเข้าเรียนที่ ยูเอส ง่ายเหมือนปลอกกล้วย เพราะอยู่ใน ช่วงสงครามเวียตนาม คนหนุ่มๆมะกันไปสงครามกันหมด พวกหนุ่มกระเหรี่ยงเลยสบายทั้งการเรียนและการงาน แต่ถ้าผมเป็นคุณ..อยู่ในสมัยนี้ ผมจะอยู่เที่ยว ที่เมืองไทย เรียนรู้ชีวิตให้ทะลุปรุโปร่ง ทำ ความรู้จักกับสถาปัตยกรรมและชีวิตคนไทย ให้ครบทุกจังหวัด แล้วจึงค่อยไปชุบตัวเมืองนอก แต่ถ้าครั่นเนื้อครั่นตัวอยากเรียนต่อเอามากๆ ผมแนะนำว่า ..น่าจะไปสมัครเรียนเปรียญธรรมเก้าประโยค มุ่งเป็นสมภารหรืออาจารย์สอนบาลีธรรมให้ได้ ทำได้อย่างนี้..ผมเดาว่าจะมีกระบวนทัศน์ใหม่ ที่ไม่ธรรมดาแน่นอน และจะดำเนินชีวิต ต่อไปอย่างมีความมั่นใจ มีความหมาย และสร้างสรรค์ งานสถาปัตยกรรม ได้ดีกว่าคนรุ่นเก่าๆ อย่างแน่นอน (เพราะตอบยาว...เลยต้องมีต่อ..ครับ)
โดย เพื่อนอาจารย์ [29 ก.ย. 2546 , 17:09:29 น.]

ข้อความ 2
ที่เล่ามาเพราะรู้แก่ใจว่า คุณถามเอามัน ถึงบอกไป คุณก็ไม่เชื่อ เพราะการวางแผน ชีวิตของใครนั้น เชื่อตามกันไม่ได้ และไม่ควรเชื่อ ต้องวางกันเอง ต้องอาศัยพระพรหมเป็นลูกน้อง คอยแก้ไขให้ หากแผนเกิดสดุดหรือมีปัญหา จะได้ไม่ต้องฆ่าตัวตายแบบพวกคนงี่เง่าใจร้อน ตรงนี้..นึกถึงตอนที่ผมไปอ้อนแม่ยายเพื่อขอแต่ง กับลูกสาว คือภรรยาผมในปัจจุบัน ผมบอกแผนการ ชีวิตเสียยืดยาว เพราะตั้งใจเตรียมทำมาและใช้เวลา มากกว่าตอนทำทีสิสด้วยซ้ำ คุณอาจลองเอาคำวิจารณ์แผน ของแม่ยายผม ไปลองพิจารณาก็ได้นะครับ แม่ยายผมวิจารณ์ว่า ...คนเราไม่ต้องวางแผน บ้าแผนบอไปให้มากเรื่อง ...จงอยู่ และมีชีวิตไปวันๆ ให้ดีกับปัจจุบันกาล ก็พอแล้ว...เพราะ ชีวิตย่อม ดำเนินไปตามกรรมของเรา ทำกรรมดี ชีวิตก็จะดำเนินไปทางดี หากทำกรรมชั่ว ชีวิตก็จะดำเนินไปในทางชั่ว ฟังดูก็ง่ายดี ....แต่คงปฏิบัติได้ยาก เพราะตามหลักทางพุทธศาสนาแล้ว นี่เป็นอาการของจิต ที่อยู่กับ "ปัจจุบัน" ซึ่งเป็นสาระอันสำคัญยิ่ง ในการเจริญภาวนาทางพุทธศาสนา คนวางแผน มักหมกมุ่นกับเวลาของอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง และพะวงกับเวลาของอดีตที่ยังคอยหลอกหลอนอยู่ บางคนถึงขั้น...กลัวอนาคตจะไล่ล่าเหมือนท่านนายก(ในขณะนั้น) ก็มี ผมว่าไม่ต่างอะไรกับคนกลัวผี กลัวตาย กลัวเกิด และ สารพัดกลัวอื่นๆ แต่ถ้ากลับกัน..หันมาฝึกให้สติอยู่กับปัจจุบันกาล อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ช่องว่างระหว่างอนาคตกับอดีตแคบลงๆ ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ ก็อาจบรรลุสถานะปัจจุบันล้วนๆ คือเป็นความไร้กาล ก็ได้...นะครับ นั่นหมายความว่า..ชีวิตที่ดำเนินไปตามธรรมชาติ และสิ่งที่เราพึงต้องการอย่างกลมกลืนกัน..คือ ด้วยความต้องการบนพื้นฐานที่จำเป็นเท่านั้น ชีวิตทำนองนี้ พระพุทธองค์ ได้ปฏิบัติเป็นแบบจำลอง ให้ทราบกันมาแล้ว ....แต่มีปัญหาเหลืออยู่ตรงที่ คนส่วนมากยังกลัวๆ และไม่กล้าหาญพอที่จะดำเนินรอยตาม ... ก็เลยต้องสร้างโวหารแบบสมมุติกันว่า ..แผนการชีวิตของฉัน .. ควรเป็นเช่นไร? ..วานช่วยบอกที ..แม้ฉันจะไม่เชื่อ ...ก็ตามที
โดย ขออีกที [29 ก.ย. 2546 , 17:11:30 น.]