<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632</id><updated>2012-02-08T05:00:57.645-08:00</updated><title type='text'>About Architecture &amp; etc.</title><subtitle type='html'>ครูโง่..บอก..ศิษย์</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>56</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-3618740750500259612</id><published>2009-02-02T22:24:00.000-08:00</published><updated>2009-02-20T00:33:31.200-08:00</updated><title type='text'>การฝึกฝน "จินตนาการ"</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYlUX5jveZI/AAAAAAAABm4/b51xzcMFrco/s1600-h/homers_brain.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298859206142556562" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 146px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYlUX5jveZI/AAAAAAAABm4/b51xzcMFrco/s200/homers_brain.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;เรียบเรียงบางส่วนจาก...The Mind's Eye โดย Robert Sommer ในเรื่อง Visualization Training&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เพราะ จินตนาการ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับจินตภาพ คือการสร้างภาพในสมอง หรือนึกคิดเป็นภาพ จึงเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นทักษะเบื้องต้นของความคิดสร้างสรรค์ก็น่าจะได้&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ส่วนมากการฝึกหัดการพัฒนาการจินตนาการ เน้นความคิดสร้างสรรค์ด้วยถ้อยคำ เป็นการคิดที่ผิดแผกไป เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนทิศทางมากกว่ากรรมวิธีคิด หนังสือแบบฝึกหัดจึงเป็นลักษณะถ้อยคำเป็นส่วนมาก หารูปภาพประกอบปรากฏน้อยมาก จนบางทีกลายเป็นการฝึกการแก้ปริศนาและเล่นเกมอิจฉริยะ ทั้งหมดเป็นเรื่องถ้อยคำโวหารทั้งสิ้น ส่วนมากเป็นการให้แสดงการเปรียบเทียบหรือเปรียบเปรยของสิ่งหนึ่งไปกับสิ่งอื่น เช่น ความโง่ดุจดัง….. ความอ่อนนุ่มเหมือน………ความรวดเร็วปาน……..เป็นต้น หรือไม่ก็ขยายคุณสมบัติของสิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์เฉพาะไปสู่ประโยชน์อื่นที่เป็นไปได้ เช่น กำหนดประโยชน์อื่นของหมวก ของเครื่องเหลาดินสอ หรือของอิฐก่อสร้าง เป็นต้น งานค้นคว้าวิจัยจึงสะท้อนเรื่องของสัญญาหมายรู้ (cognition) มากกว่าการรับรู้ (perception) มีส่วนน้อยที่มุ่งเน้นโดยตรงเรื่องการฝึกฝนจินตภาพในความคิด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อมูลการรับรู้รับทราบเชิงประจักษ์เกิดขึ้นจากสิ่งชี้นำ (visual cues) หรือลางสังหรณ์ เหมือนสิ่งเตือนจำในถ้อยคำโวหาร สิ่งเตือนจำหรือบ่งชี้ นำไปสู่ภาพรวมทั้งหมด มักเกิดจากการลดส่วน หรือเป็นส่วนปลีกย่อยที่มีความสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง อันอ้างถึงภาพรวมได้ภายหลัง นักจิตวิทยา Francis Galton อธิบายคุณค่าของสิ่งชี้นำนี้ เปรียบเหมือนสิ่งของภายในบ้านที่คุ้นเคย สามารถนึกภาพหรือรับรู้ได้จากการมองเห็นบ้านจากภายนอกได้ดีกว่าไม่ได้มองเห็นบ้านนั้นเลย นักเล่นหมากรุกเห็นประโยชน์จากการมองกระดานเปล่า เมื่อเขาเล่นเกมนั้นในใจ มันช่วยให้ง่ายในการนึกภาพว่าจะเดินหมากอย่างไร ดีกว่าไม่เห็นกระดานนั้นเสียเลย นักกอล์ฟก็เช่นกันเขามักวาดภาพในใจของผลการตีครั้งต่อไปไว้ล่วงหน้าเสมอก่อนการตีในทุกๆครั้ง บ่อยครั้งที่นักเรียนนำตำราหรือโน๊ตการเรียนเข้าห้องสอบ ไม่ใช่เพราะเพื่อการลอกคำตอบ แต่หากเพื่อการช่วยในการคิดค้นสร้างสรรคำตอบ หรือให้เกิดการระลึกได้ขึ้นมาต่างหาก การได้เห็นสิ่งที่คุ้นเคย เช่นปกหนังสือ หรือสิ่งขีดเขียนในสมุดโน๊ต ช่วยให้มองเห็นภาพถ้อยคำของเนื้อหาในสิ่งนั้นๆได้ในใจ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เหตุผลหนึ่งที่ไม่มีตำราเขียนถึงการฝึกฝนการสร้างจินตภาพ เป็นเพราะผู้มีทักษะหรือนักสร้างภาพในใจ ไม่ชอบเขียนหนังสือที่เป็นแบบสากลนิยมกัน ตามรูปแบบที่เป็นอยู่ ไม่ชอบเขียนประโยคต่อประโยค ย่อหน้าต่อย่อหน้า หรือบทต่อบท เป็นต้น อีกทั้งการเขียนหนังสือเปรียบเหมือนการใช้พลั่วแซะดินจนเป็นร่องหรืออดทนเหยียบย่ำอยู่ในโคลนได้เป็นเดือนเป็นปี คนที่ต้องการทำเช่นนี้ก็ต่อเมื่อเขาหรือเธอฝันตัวเองลอยอยู่สูงกว่าพื้นดินด้วยปีกที่นึกขึ้นเอาเอง นี่ก็อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำไมจึงมีงานเขียนการคิดเชิงประจักษ์ทั้งด้วยการเห็นและการได้ยินมีน้อยมาก อีกทั้งหนังสือหลายเล่มที่เขียนเกี่ยวกับจินตภาพ มักเขียนโดยผู้ที่ไม่มีทักษะทางจินตภาพมากจึงไม่เป็นที่น่าสนใจนัก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;หนังสือคู่มือสำหรับการฝึกฝนจินตภาพที่ดีเลิศเล่มหนึ่ง จัดทำโดย Kristina Hooper แห่ง England’s Open University เป็นโครงการจัดการเรียนการสอนทางไปรษณีย์ แพร่หลายทั่วประเทศ ใช้สื่อวิทยุ ทีวี และผู้สอนแบบชั่วคราว คอยให้เกรดข้อเขียนและจัดทำโครงการชื่อ ศิลปะและสภาพแวดล้อม (Art and Environment) เป็นการสอนร่วมกันในหลายสาขาวิชา ในส่วนของโครงการนี้ หน่วยที่ ๕ เป็นเรื่อง จินตภาพและการนึกคิดเป็นภาพ (Imaging and Visual thinking) หนังสือคู่มือนี้มีสาระที่เกี่ยวข้องกับส่วนนี้ในเรื่องแบบฝึกหัดและการปรับปรุงจินตภาพที่น่าสนใจยิ่ง เกี่ยวข้องกับการกระตุ้น ฝึกหัด การสร้างภาพ (หลับตามองเห็น) ฝึกฝนการปรับปรุงการรับรู้ที่ชัดแจ้งในทุกความรู้สึกสัมผัสได้ ผ่านการเขียนภาพเคร่าวๆ การถ่ายรูปวัตถุในมุมมองที่แตกต่างกัน การสัมผัสวัตถุ ให้อารมณ์และการรับรู้กับสิ่งที่ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้สึก ฝึกฝนขบวนการสร้างหรือประกอบสิ่งของใหม่ เช่น ฝึกเย็บเสื้อผ้า หรือทำชั้นวางหนังสือ ตลอดจนสุดท้ายสัมภาษณ์คนอื่นเกี่ยวกับจินตภาพของเขา แม้ว่าหนังสือคู่มือนี้เน้นความมีขั้นมีตอนที่สำคัญๆด้วยถ้อยคำโวหาร แต่เพิ่มการหลอมรวมสาระเข้าด้วยกันโดยใช้ภาพถ่าย ภาพเขียน และบันทึกเขียนด้วยมือ ซึ่งมากมายเท่าที่สามารถทำเป็นภาพได้ในทุกบทเรียน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfncprgTeI/AAAAAAAABl4/tQrfB9oD-JI/s1600-h/Image44.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298457966035357154" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 120px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfncprgTeI/AAAAAAAABl4/tQrfB9oD-JI/s200/Image44.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;๑. ฝึกฝนความรู้สึกสัมผัส&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfptamPvXI/AAAAAAAABmQ/PLskWVcQ92k/s1600-h/Image43.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298460453067799922" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 135px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfptamPvXI/AAAAAAAABmQ/PLskWVcQ92k/s200/Image43.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;๒. ฝึกฝนการมองวาดและเปรียบเทียบ &lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfn6QOyyDI/AAAAAAAABmA/8QKV42hQ9dI/s1600-h/Image43.gif"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfokJnOusI/AAAAAAAABmI/Gk9xoRNxjFM/s1600-h/Image45.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298459194378074818" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 125px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfokJnOusI/AAAAAAAABmI/Gk9xoRNxjFM/s200/Image45.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;๓. บุคคลแตกต่างทักษะกัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Grace Petitclerc ได้จัดทำคู่มือการสอนวิธีหนึ่ง คือถามเด็กๆว่ามันคืออะไรด้วยการสัมผัสโดยมองไม่เห็นสิ่งนั้น แต่อาศัยความรู้สึกและนึกภาพของสิ่งนั้น Richard de Mille ใช้เกมของเด็กๆที่เกี่ยวข้องกับการคิดฝัน เช่นเกม “ให้เด็กจินตนาการว่า เด็กคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่มุมห้องนี้….ให้หมวกอันหนึ่งแก่เขา..แล้วถามว่าสีอะไรที่หมวกนั้นควรเป็น แล้วให้เสื้อคลุมแก่เขาอีก…ถามอีกว่าสีอะไรที่เสื้อนั้นควรเป็น แล้วให้เปลี่ยนสีของหมวก สีอะไรที่เขาเปลี่ยนมัน แล้วให้เปลี่ยนสีอีก เป็นสีอะไรในคราวนี้ “ ผลต้องการให้เด็กเสริมสร้างจินตนาการให้มากขึ้นๆเท่านั้นเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;หนึ่งในจำนวนเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ดีที่สุด คือ งานเขียนของ Robert McKim ซึ่งสอนวิชาการนึกคิดเป็นภาพอย่างรวดเร็ว ที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดภาควิชาวิศวกรรม เพื่อพัฒนาการเขียนภาพสามมิติและแก้ปัญหาโดยจินตภาพ การทดลองหลายอย่างแสดงการเพิ่มศักยภาพด้านจินตภาพกับบุคคลที่อ่อนด้วยสิ่งนี้มาก่อน McKim แนะเทคนิคที่เน้นวิธีผ่อนคลายต่างๆ เช่น การฝึกการหายใจ การทำสมาธิ การแนะนำเป็นพิเศษและการสะกดจิตในบางโอกาศ ผู้เขียนอื่นบางคนเสนอแนะเพิ่มไปอีกว่า คนที่ขยันและกระตือรือร้นตลอดเวลามักเป็นผู้มีทักษะทางจินตภาพต่ำ ทำงานเหมือนเครื่องจักร์เลยไม่มีเวลาสำหรับการผ่อนคลายและพักผ่อนจริงจังกับการสร้างจินตภาพให้เกิดขึ้นได้ นี่เป็นบันทึกที่น่าสนใจ แต่มีผลการพิสูจน์ยังน้อย สถาปนิกส่วนมากมักเป็นพวกฟุ้งซ่านมีทักษะทางจินภาพค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการฝึกฝนการปฏิบัติโครงการออกแบบเสมอๆ บางครั้งใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๑๖ ชั่วโมงต่อวัน และไม่ได้หมายความว่าพวกสถาปนิกหรือศิลปินจะเป็นพวกที่คบหาได้ง่ายและผ่อนคลายเสมอนัก ทั้งๆที่บันทึกดังกล่าวเน้นการผ่อนคลายเป็นสำคัญต่อการเพิ่มจินตภาพในขณะที่ความเครียดเป็นการกีดกั้น ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับบุคคลิภาพส่วนบุคคลที่มีสภาพแตกต่างกันทางอารมณ์ได้ ยากที่กำหนดได้เด็ดขาดชัดเจนนัก ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่านักออกแบบส่วนมาก สามารถปรับเปลี่ยนความสามารถระหว่างความฟุ้งซ่านกับกิจกรรมที่กระทำอยู่โดยตรงเฉพาะหน้า และเอาใจใส่กับการผ่อนคลายตามสถานการณ์ที่เหมาะสม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYf8ATaGD4I/AAAAAAAABmw/H_nDb9K9S1Q/s1600-h/Image38.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298480568764600194" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYf8ATaGD4I/AAAAAAAABmw/H_nDb9K9S1Q/s200/Image38.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วิธีการฝึกฝนการนึกคิดเป็นภาพ McKim เน้นสอนที่ขบวนการสามอย่างที่เกี่ยวข้องกันคือ การดู จินตนาการ และการเขียนวาดภาพ คนส่วนมากมองทุกสิ่งไม่ชัดเจนและแจ่มชัดเสมอไป บางส่วนขาดหายไปหรือเบลอไปด้วย McKim ใช้การแก้ปริศนา (puzzles) และเกมต่างๆในการพัฒนาการจดจำเป็นภาพ เช่น นำเสนอไพ่ห้าสำรับ หนึ่งในห้าเป็นสำรับที่ถูกต้องแต่มี่เหลือผิดจากสำหรับไพ่ปกติที่ใช้กัน คำตอบต้องการการดูที่เพ่งพินิจและสังเกตุเห็นภาพสะท้อนผิดที่กลับกัน เช่นไพ่รูปหัวใจที่กลับหัวกลับหางกัน หรือหมายเลขเบอร์ไพ่ของ ๑๐ ที่เขียนใหม่เป็น ๐๑ หรือบางครั้งให้ผู้เรียนปิดตาบอกชนิดจากเนื้อผ้าหรือชนิดของเครื่งเทศต่างๆ เป้าหมายเพื่อฝึกฝนการเอาใจใส่ในสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ส่วนที่สองในการฝึกฝนทักษะทางจินตภาพของ McKim คือให้นักเรียนปิดตาบอกสีของกล่องไม้จตุรัส โดยแรกมีด้านทาสีแดงหมด แล้วจึงตัดแบ่งออกเป็นกล่องย่อยๆเป็นคู่ขนานจนแบ่งออกเป็นกล่องเล็กๆ ๒๗ กล่อง ผู้เรียนต้องจินตนาการให้ได้ว่ามีกล่องที่สามด้านเป็นสีแดงกี่กล่อง หรือที่มีสีแดงสองด้านกี่กล่อง ที่มีสีแดงด้านเดียวกี่กล่อง และกี่กล่องที่มีด้านไม่มีสีเลย เป็นต้น McKim ยังใช้สิ่งทดสอบที่ออกแบบเป็นสองมิติ แต่สามารถพับเป็นภาพสามมิติได้ (ดูภาพ) ผู้เรียนดูแล้วต้องนึกภาพการพับในใจเพื่อกำหนดรูปสามมิติที่เกิดขึ้นมากรูป เป็นคำตอบว่าเป็นรูปอะไรบ้าง ส่วนที่ยากของการเรียนนี้ คือ การนึกหมุนภาพในใจในหลายรูปแต่ละครั้ง หมุนมากน้อยในทิศทางที่ต่างๆกันอีกด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ส่วนประกอบของแบบฝึกหัดการสร้างภาพสามมิติของ McKim&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfq7C3gZAI/AAAAAAAABmY/ecNKphpRjpg/s1600-h/Image57.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298461786727539714" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 158px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfq7C3gZAI/AAAAAAAABmY/ecNKphpRjpg/s200/Image57.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ในส่วนทดสอบที่สามเกี่ยวข้องกับการร่างภาพ (sketch) เป็นวิธีการคิดเชิงโครงร่าง (schematic) ซึ่ง McKim เรียกว่า การพูดเชิงกราพฟิค นักเรียนเริ่มโดยการเขียนภาพขยุกขยิกอย่างอิสระ (doodling) แล้วค่อยๆจัดแจงภาพนั้นให้เป็นเรื่องราวขึ้น แล้วทำให้เป็นภาพที่ชัดเจน ในที่สุดเขียนออกมาเป็นภาพจากจินตภาพที่เกิดขึ้นในใจ ต่อมาฝึกเขียนภาพจากสิ่งที่ที่ตนมองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกเท่านั้น เช่นซ่อนสิ่งที่เขียนไว้ในถุงกระดาษยอมให้มือล้วงไปจับต้องได้ เป็นต้น เพราะ McKim สนใจในเรื่องการนึกคิดเป็นภาพ การฝึกฝนส่วนมากจึงเป็นการเห็นทั้งภายนอกด้วยตาและการเห็นภายในด้วยใจ อย่างไรก็ตามก็จะฝึกฝนได้คล้ายคลึงกันสำหรับในแง่สัมผัสอื่นนอกจากการมองเห็นด้วยตา หลักสำคัญของวิธีการฝึกฝนเหล่านี้ คือการฝึกหัดที่ส่งผลประเมินกลับทันทีเพื่อพัฒนาการปฏิบัติการนั้นๆต่อไป&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;นักข่าว Ross Parmenter ปรับปรุงวิธีการเพื่อพัฒนาทักษะของการสังเกตุการณ์ เกมการล่าความเหมือนเพื่อการเปรียบเทียบ (เกมปลาในสระ) ของเขา สมควรจัดเป็นวิธีการฝึกฝนจินตภาพอีกวิธีหนึ่ง เขาได้ความคิดจากการเดินทางเที่ยวบินระหว่างเมืองออตตาวาและเมืองนิวยอร์คช่วงเปลี่ยนเวลา เมื่อไรก็ตามที่เขาสอดแนมวัตถุใดเขามักถามตัวเองว่า "มันช่วยให้ย้อนระลึกถึงอะไรบ้าง?"&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;๑. การสร้างภาพเปรียบเทียบจากการสัมผัส และความรู้สึก&lt;br /&gt;๒. การประมวลความจำด้วยภาษาภาพและภาษาเขียน&lt;br /&gt;๓. การสร้างภาพในใจแต่ละคนไม่เหมือนกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ทำให้ได้คำตอบแตกต่างในเรื่องวัสดุ สายพันธ์ หรือแบบจำลองในแต่ละครั้ง เช่น ถนนคดเคี้ยวช่วยให้นึกถึงที่ปักผมที่ทำด้วยกระ สายน้ำบ่งถึงทางเดินของหนอนในป่า และสะพานใหญ่บ่งชี้ถึงนกกระสาสองตัวพันคอเพื่อจูบกัน ขณะที่เกมดำเนินไป การเปรียบเทียบความเหมือนก็จะยิ่งเร็วขึ้น เขารู้สึกว่าความชำนาญที่เป็นนักเขียนช่วยให้สร้างการเปรียบเทียบความเหมือนในเกมนี้ได้มาก วิธีฝึกนี้เกี่ยวข้องกับการมองอะไรในมุมมองใหม่แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นคำพูด เขาชอบคำพูดที่ทำให้ความทรงจำพลั่งพลูออกมาบนแผ่นกระดาษภาพที่ว่างเปล่า เพื่อเพิ่มอำนาจการสังเกตุการณ์ เขาแนะนำให้เอาใจใส่การการมองสิ่งใดราวกับว่าตนเองเป็นนักข่าวที่กำลังทำข่าว เสนอเรื่องราวบนกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือรายงานพิเศษประจำสัปดาห์ สิ่งนี้ช่วยกระตุ้นให้เห็นสิ่งต่างๆ แจ่มชัด มีชื่อกำกับ และใช้รายละเอียด เพื่อสร้างภาพให้คนอื่นเข้าใจได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิ่งที่ขาดหายไปในวิธีการเหล่านี้คือ ข้อมูลว่าเขาทำอย่างไร แม้เป็นเช่นเกมกิฬาในร่มต่างๆ ที่สนุกและไม่มีอันตราย อย่างไรก็ตามก่อนที่จะนำไปใช้ในหลักสูตรการเรียน หรืออบรมปฏิบัติการ ต้องมีความพยายามในการวัดผลที่คาดว่าจะได้รับด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;มีการยอมรับกันแม้ไม่เป็นเอกฉันท์ว่า ผู้มีจินตภาพต่ำมักทำงานในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาพเป็นพื้นฐานได้ดี คนจะลดการใช้เหตุผลน้อยลงเมื่อพยายามมองและเปลี่ยนมุมมองของภาพในลักษณะสามมิติ งานที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว เช่นการวาดภาพหรือการแสดง ต้องอาศัยประโยชน์ที่ได้จากการสร้างจินตภาพมากกว่าทักษะทางภาษาพูดที่เข้มงวด หลายคนที่เมื่อต้องการสร้างจินตภาพมักอยู่ในสภาวะที่ต้องการการผ่อนคลายสูง นักศึกษาด้านวารสารศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า ในขณะเขียนนวนิยาย เขาจะนึกภาพไม่ได้เลยถ้าไม่อยู่ในอารมณ์ที่ผ่อนคลายจริงๆ ยิ่งตอนวางโครงเรื่องยิ่งต้องการผ่อนคลาย หลับตา และพยายามอยู่ในภวังค์ที่นึกถึงภาพต่างๆเหมือนกำลังฉายภาพสไลด์ในใจ เหล่านี้เป็นความแตกต่างระหว่างการฝึกฝนการนึกคิดเป็นภาพและการย้อนความทรงจำโดยทั่วไป ระบบที่ใช้ในการกระตุ้นความจำโดยใช้ภาพเป็นเครื่องชี้นำต้องการความผ่อนคลายมากและเน้นการตื่นตัวด้านจิตใจสูงมาก&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfsFUnT-qI/AAAAAAAABmo/JnzZP-1TSlo/s1600-h/me2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298463062801775266" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 124px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfsFUnT-qI/AAAAAAAABmo/JnzZP-1TSlo/s200/me2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หลายคนที่มีความสามารถในการทำสมาธิสูงๆจะสร้างรายละเอียดของจินตภาพได้มากมาย ความสามารถในขณะการคิดเป็นภาพจะเกี่ยวข้องกับจังหวะการหายใจสม่ำเสมอ จังหวะหายใจผิดปกติจะสัมพันธ์กับคนมีจินตภาพต่ำ ความเพ้อฝันในการสร้างเรื่องราวต่างๆให้เป็นชุดๆต่อเนื่องกันนั้นต้องอาศัยอารมณ์ช่วงที่มีการผ่อนคลายและสบายสุดๆ งานค้นคว้าของ ซิกมันต์ ฟรอยด์ ก็ยืนยันการฝันเป็นภาพนั้นเกิดผลมากในช่วงที่คนๆนั้นอยู่ในสภาวะที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น สภาวะการผ่อนคลายจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการฝึกฝนการสร้างจินตภาพ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เป้าหมายในการฝึกฝนการสร้างจินตภาพ ควรเกี่ยวข้องกับการศึกษาในทุกระดับ และควรพัฒนาให้เกิดทักษะการปิดเปิดสลับความคิดได้ในหลายรูปแบบ สังคมจะได้ประโยชน์กับคนที่มีความคิดหลายรูปแบบ มีความสามารถด้านจิตใจสูง เป็นการดีที่บางคนสามารถพิจารณาในเรื่องบางเรื่องที่ไม่ต้องอาศัยการจินตภาพ และก็ดีสำหรับบางคนที่ไม่สามารถเลิกล้มการนึกคิดอะไรให้เป็นภาพได้เลย ไม่มีการยืนยันในความเชื่อที่ว่า นามธรรมล้วนๆจะเป็นรูปแบบสำคัญของการสร้างเหตุผลเสมอไป การขาดความสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์และแยกสิ่งเหล่านั้นออกจากประสบการณ์ไม่ควรเป็นสิ่งที่พึงประสงค์.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เกี่ยวข้องกับนักออกแบบ&lt;br /&gt;การนึกคิดเป็นภาพในใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักออกแบบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบ้าน การตกแต่งภายในโรงแรม การจัดโชว์หน้าร้านเพื่อแสดงสินค้า การจัดสวนในโรงเรียน ความสามารถในการมองเห็นผลเป็นภาพในจิตใจเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับพวกเขาเหล่านี้ จากการเป็นนักจิตวิทยาที่ทำงานใกล้ชิดกับสถาปนิก ทำให้ทราบว่า จินตภาพช่วยให้สถาปนิกทำงานออกแบบบนภาพสองมิติได้ดีกว่าคนทั่วไปที่มองเห็นและจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่นึกคิดออกมาเป็นภาพสามมิติเหมือนพวกสถาปนิกได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เพราะฉะนั้นการได้ร่วมทำงานกันกับสถาปนิกทำให้คนทั่วไปได้เพิ่มทักษะการคิดด้วยภาษาภาพในใจ และเห็นความสำคัญในการใช้มันอธิบายสิ่งต่างได้เพิ่มจากภาษาเขียน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfsFaTCtQI/AAAAAAAABmg/7lo4eecMxGQ/s1600-h/me1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298463064327369986" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 114px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYfsFaTCtQI/AAAAAAAABmg/7lo4eecMxGQ/s200/me1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ในการเสนองานออกแบบกับคณะ ผู้ที่แนะนำหรือเสนอแนะสิ่งที่เกิดประโยชน์มักเกิดจากคนที่มีทักษะในการนึกคิดด้วยภาพ เพราะสามารถสื่อสารกันได้สะดวก แต่สำหรับผู้มีทักษะด้านนี้น้อยก็จำเป็นต้องใช้สื่อของความคิดที่เป็นรูปธรรมเชิงสามมิติมากๆ เช่นหุ่นจำลองหรือภาพวาดเหมือนจริง เป็นต้น เท็คนิควิธีการสร้างงานกราพฟิคสมัยใหม่ ช่วยนักออกแบบให้ง่ายต่อการนำเสนอความคิดที่เหมือนจริงกับลูกค้าทั่วไป เช่นการจำลองภาพของสภาพแวดล้อมในงานภูมิทัศน์ ใช้การรวมประสานเข้าด้วยกันระหว่างสิ่งออกแบบที่เป็นหุ่นจำลอง และตั้งอยู่ท่ามกลางของสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง บางกรณีพบว่า การทำหุ่นจำลองอาคารด้วยกระดาษแข็งขนาดมาตราส่วนใหญ่ๆช่วยความเหมือนจริงได้มากขึ้น เข้าใจในรายละเอียดมากกว่าหุ่นจำลองขนาดเล็ก รวมถึงเท็คนิคการจำลองให้เห็นภาพที่เกิดขึ้นอยู่ภายในอาคาร ก็ช่วยสร้างความเหมือนจริงได้มากขึ้นตามลำดับ ทั้งหมดเป็นการเสริมการคิดเป็นภาพของผู้คนที่มีทักษะทางจินตภาพต่างกันนั่นเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สถาปนิกส่วนมากสามารถนึกคิดเป็นภาพได้ชัดและเกิดขึ้นตลอดเวลา เขาจึงมักใช้หุ่นจำลองเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อความคิดกับลูกค้าหรือต่อสาธารณะชนทั่วไป คนที่มีทักษะทางจินตภาพก็สามารถรับรู้และตอบโต้ความคิดที่มีประโยชน์กลับไปได้ และจะช่วยให้สถาปนิกสามารถปรับปรุงความคิดที่ตอบสนองผู้ใช้อาคารได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทักษะการคิดด้วยจินตภาพนี้ เกิดได้เพราะการฝึกฝน และทุกคนไม่เฉพาะนักออกแบบควรมีทักษะการคิดทำนองนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่วิธีคิดแบบหนึ่งไม่เป็นผลก็สามารถสลับใช้อีกวิธีนึกคิดด้วยจินตภาพแทนที่ได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;หลายคนคิดว่าจินตภาพนั้นเกี่ยวข้องกับทัศนศิลป์ ยิ่งจะเกี่ยวข้องส่วนมากกับงานออกแบบโดยฉะเพาะสถาปัตยกรรม แต่สิ่งที่ไกลกว่านั้น คือ มันเกี่ยวข้องกับคุณภาพของชีวิตทุกคนด้วย จะเป็นการช่วยส่งเสริมประสบการณ์ที่คุ้มค่า สั่งสมความรู้สึกและความทรงจำที่ดี และช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นหรือกับธรรมชาติรอบตัว แม้ว่าเท็คนิควิธีการออกแบบในแง่ความทรงจำจะสามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธผลด้วยวิทยาการทางคอมพิวเตอร์ แต่การออกแบบด้วยความนึกคิดที่ดีงามและให้เกิดความเพิ่มพูนยิ่งขึ้นนั้น ต้องอาศัยความสามารถของมนุษย์เท่านั้น ข้อสันนิษฐานในการนึกคิดโดยอาศัยจินตภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-3618740750500259612?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/3618740750500259612/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=3618740750500259612' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/3618740750500259612'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/3618740750500259612'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='การฝึกฝน &quot;จินตนาการ&quot;'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SYlUX5jveZI/AAAAAAAABm4/b51xzcMFrco/s72-c/homers_brain.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-2378590839107476676</id><published>2009-01-22T00:33:00.000-08:00</published><updated>2009-01-22T00:38:54.444-08:00</updated><title type='text'>ถ้าชีวิตมันเหี้ ..นักทำไงดีครับ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgwVXSi84I/AAAAAAAABio/xusoyFw3KmE/s1600-h/laughing.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294034505561207682" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 187px; CURSOR: hand; HEIGHT: 131px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgwVXSi84I/AAAAAAAABio/xusoyFw3KmE/s200/laughing.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ที่บ้านแม่ งก็เหี้ คนรอบข้างก็เหี้ ตัวผมก็เหี้ อะไรๆก็เหี้ อย่างงี้ผมว่าผมไปสร้างเรื่องเหี้ ๆให้ชีวิตคึนอื่นบ้างก็คงจะมันดีนะครับ&lt;br /&gt;โดย ผู้แสวงหา [29 ส.ค. 2545 , 20:26:30 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;แล้วผมจะกลับมาตอบ และจะสาธยายให้ฟังยาวๆ อย่าเพิ่ง "คิด" สร้างความเหี้ ..ให้มากกว่านี้ รอกันหน่อยนะ.. เราต่างก็เหี้..พอๆกัน เล่นกันเอง ดีกว่าไปเล่นกับคนอืน ที่เขายังไม่เหี้..มาก่อน แล้วกลายมาเป็นเหี้.. จะรีบไปทำงานว่ะ งานเหี้..ๆ เช่นเคย&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [30 ส.ค. 2545 , 10:31:07 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ผมว่าเพื่อนอาจารย์คงมีคำตอบดีดี(และยาวยาว ไว้รออ่านละกัน แต่ส่วนตัว ผมว่า --ถ้าช่วงนี้คุนยังไม่สูญเสียคนที่รักไปซักคน ---ถ้ายังร่างกายแข็งแรงอยู่ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร --ถ้ายังมีข้าวกินพออิ่มอยู่ทุกวัน เชื่อผมเหอะว่าชีวิตมันยังไม่เป็นขาลงจนต้องใช้คำว่าเหี้--หรอกคับ ลองนั่งคิดดูนะคับว่าอะไรที่สำคัญกะชีวิดเราจิงจิงและมากพอที่จะควรค่าแก่ความรู้สึกรันทดใจเช่นนั้น----เด่วมันก้อผ่านไปนะ .......... ผมว่า&lt;br /&gt;โดย ไทแมน [1 ก.ย. 2545 , 00:54:55 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;อ้าว ตื่นมา พบว่าเวลาย้อนกลับไป สมัยที่โลกมีแต่ เหี้ แล้วคนไปอยู่ไหน หรือยังไม่ทันเกิด ตกลงเลยมีแต่เหี้ และ เหี้ ถ้าไม่ทำเหี้ แล้วจะทำอะไร ช่ายป่าว&lt;br /&gt;โดย ครูประชาบาล [1 ก.ย. 2545 , 12:24:33 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;อ่านแล้วนึกถึงเพลง(ใต้ดิน)เพลงนึงของโจอี้บอยกะดาจิม... มันหลับไม่ลง โว้ย ปวดกบาลจิงโว้ย เบื่อจิงๆๆโว้ย ปวดลูกตา มันเบื่อระอา มันเหนื่อยกายา โว้ย จนชินชา ท่องคาถา ชินบัญชรก่อนนอน ต้องท่องให้ครบทั้ง3จบ ถ้าท่องไม่ครบก็ไม่ได้พร สะกดเป็นกาพย์กลอน ฟังไม่ขาดตอน โว้ย มาละโว้ย ไปละโว้ย เบื่อละโว๊ยโวย โว้ยยยยย... แม่มกันทั้งวัน แม่มก็เหมือนกัน แม่มก็หวังฟัน เหี้ กันทั้งน้านน โว้ย ถึงmungจะใส่สูทหรือว่าผูกไท guรู้mungเหี้ ถึงmungจะส่ายตูดหรืว่าส่ายไข่ guรู้mungเหี้ ใครต่อใครเค้าก็คิดว่าmung nice guรู้mungเหี้ เห็นไม๊เนี๊ยๆ เอ้า guก็เหี้ เหมือนกัน แย่งแฟนเค้าเหมือนกัน แ_กเหล้ากันทั้งวัน ดูดบุหรี่กันสนั่น เหี้ กันท้างน้าน โว้ย ได้แต่พยามทำตัวให้ดูดี guรู้mungเหี้ ได้แต่พยามแต่งตัวให้ดูดี guรู้mungเหี้ ฝ่าไฟแดงถูกเรียกก็ขับหนี เห็นไม๊เนี๊ยๆ เอ้า guก็เหี้ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพวกmungก็ไม่ต้องไปคิดมาก ถึงจะเหี้ ยังไงก็ขออย่าให้เหี้ มาก เหี้ กับเหี้ คบกันไม่ลำบาก อยู่รวมกันไม่ยุ่งยาก เหี้ กันตามอัตภาพ หลอกตัวเองว่าตัวนั้นดีเลิศ แค่คิดอย่างงี้ นี่แหละmungเหี้ กำเนิด เกิดเป็นหางแดงสองแฉก นี่แหละเหี้ ประเสริฐ เหี้ เถิดๆ เหี้ เถิด โว้ย โวย&lt;br /&gt;โดย guก็เหี้ เหมือนกัน [1 ก.ย. 2545 , 21:44:57 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ดีใจจัง มีพรรค์เดียวกันว่ะ ลองมาอ่านซ้ำๆกันนะ... คำว่า "เหี้.." เข้าใจว่าคงหมายถึง..สิ่งที่ไม่ดี ภาวะทางจิตใจขณะที่เปรยคำนี้ คง "ไม่สบาย" ไม่ปกติ ไม่พอใจ เซ็ง เบื่อ และโกรธ ฯลฯ หากพิจาณาลงไปให้ลึกๆ ให้เห็น "ความจริง" ความเป็นอนิจจัง ความเป็นทุกข์ และความ ไม่เป็นเรื่องราวแล้วเอามาให้เป็นเรื่องราว (อนัตตา) เช่น เหี้..เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการมาเป็นคนในที่สุด จะจัดเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี ก็เป็นบรรพบุรุษของเรา มีเกิด มีเจ็บ มีตาย เป็นสัจจธรรมแห่งสัตว์ทั้งมวล ถ้าเป็น เหี้..เหมือนกันหมดทั้งมวล (โดยไม่แยกรูปแยกนาม) เริ่มเกิดจากง้วนดิน แล้วไม่เกิด "สัญญา" ต่างรูปต่างนามไปเอง โลกนี้ก็เป็นสุข เป็นปกติ เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าถือเป็นกันบ้างไม่เป็น กันบ้าง (เพราะคิดผิดเอาเอง) อันนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งได้ ส่วนจะรุนแรงอย่างไร ขึ้นอยู่กับปริมาณความต่าง แล้วสุดท้าย จะนำไปสู่หายนะ (chaos) ทั้งตัวเองและสังคมในที่สุด เพราะยังไม่รู้เท่าทันธรรมชาติ ที่เป็นปกติ เป็นธรรมดา เท่านั้น ความเข้าใจเอาเองว่าเป็น เหี้..หรือคนอื่นเป็นอย่างเรา หรือ ไม่เป็นอย่างเรา เกิดขึ้นได้ ..ก็ดับไปได้เอง ไม่ต้องไปอนุรักษ์ เพราะทำไม่ได้ เดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็น ไม่เหี้.. คนอื่นก็ไม่เหี้..หรือยัง ดันดื้อเป็นเหี้..ย้อนยุคอยู่อีกก็ตาม เกิดขึ้นได้ ก็ดับกลับไปเป็น เหี้.. อีก มันวนเวียนเหมือนงูกินหางตัวเองอย่างนี้เอง ..เป็นวัฏฏะครับ ทางธรรม..มักเตือนไว้ให้คนที่คิดเป็นมนุษย์ให้ได้ควรอยู่ "เหนือ" ธรรมชาติของความเป็น เหี้..และความไม่เป็น เหี้..นี้เสีย ก็จะเป็นเช่นมนุษย์สมบูรณ์ คือมี ธรรม ที่ต่างและเกินจากสัตว์ หรือคนพันธ์สัตว์ทั่วไป เมื่อเป็นมนุษย์ได้ ก็จะเป็นปกติ เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ที่ไม่อยู่ในความประมาท ในการเป็นงูกินหาง ตัวเองตลอดไป .. ขอจบปรัชญาความเป็น เหี้..ที่ไม่น่าจะเป็น เหี้..ไว้แค่นี้นะ ชักงงๆเองแล้วซิ ..ว่าจะเป็นอะไรกันอีกล่ะ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [2 ก.ย. 2545 , 12:17:07 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-2378590839107476676?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/2378590839107476676/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=2378590839107476676' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/2378590839107476676'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/2378590839107476676'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_22.html' title='ถ้าชีวิตมันเหี้ ..นักทำไงดีครับ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgwVXSi84I/AAAAAAAABio/xusoyFw3KmE/s72-c/laughing.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-6936584582139498431</id><published>2009-01-22T00:21:00.000-08:00</published><updated>2009-01-22T00:30:15.391-08:00</updated><title type='text'>ช่วยขยายความคำว่าcontemporaryให้กระจ่างหน่อยสิครับ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXguTpGCVEI/AAAAAAAABig/sfSiBoLcgeU/s1600-h/bird+1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294032276957582402" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 134px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXguTpGCVEI/AAAAAAAABig/sfSiBoLcgeU/s200/bird+1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ใช้กันเกลื่อนมาก ๆเลยฮะ แบบว่ามันน่าจะมีอะไรมาต่อท้ายหน่อยฮะ เพราะมันมีเยอะจริง แต่ทำไมใคร ชอบเรียกให้มันโก้อยู่เรื่อยเลย แล้วอีกหน่อยคำ ๆนี้ควรจะมีอะไรมาต่อท้ายเหรอครับ เพราะ ใครก็ชอบพุดว่างานของตนไม่มีสไตล์ รู้สึกเหมือนว่ามันขาดอะไรไปอย่างงงงงงงนะครับ ในการนำเสนอผลงาน เหมือนกับพวกเครื่องจักรทำงานที่รวม ๆข้อมูลแล้วก็ประมวลผงออกมา รู้สึกแย่ครับ ยิ่งบางคนมีอีโง่มาก ก็ยิ่งแย่ไปใหญ่&lt;br /&gt;โดย สสจ [9 ต.ค. 2546 , 07:16:41 น.]&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ผมเคยทราบ...มานานแล้วว่า เมื่อเอ่ยถึง comtemporary architecture เขามักหมายถึง สถาปัตยกรรมร่วมสมัย ผมเดาว่าคงอยากกำหนดสไตล์ ของลักษณะสถาปัตยกรรมที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน หรือในแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา คงรวมสรุปแนวความคิดต่างๆในการออกแบบ ที่ใช้กันในปัจจุบัน หรือในแต่ละยุคสมัยด้วย แนวคิดที่ได้ยินกันตั้งแต่ปี ๑๙๙๐s ก็มี โพสต์แก่ๆ(ปลาย) ดีคอน และมินิมั่มหนุ่มๆ(ต้นๆ) ฯลฯ ในสมัยผมเป็นนิสิต เขามักเรียก สถาปัตยกรรมโมเดิร์น ว่าเป็น สถาปัตยกรรมร่วมสมัยในขณะนั้น (ราวๆปี ๑๙๖๐s) ...ลอง หาอ่านงานวิจัยของ ศ.ผุสดี เกี่ยวกับแนวคิดของสถาปนิกไทยในยุคนั้น..นะครับ ในปัจจุบันสมัย ปี ๒๐๐๐s นี้ ผมไม่แน่ใจว่า...สถาปัตยกรรมร่วมสมัยนี้ เป็นอย่างไร หรือนิยมแนวคิดอะไรที่เด่นชัดในเมืองไทย แต่สังเกตุว่านิสิตชอบพูดถึงงานของ อันโด๊ะ และพวกมินิมั่มนิสซึ่ม แต่หากมองงานโปรเจคก็ยังเป็นแบบ"โบราณ" ฟังชั่นนิสซึ่ม ผมคิดว่าอิทธิพลอาจารย์คงบังคับ หรือสอนกันแต่ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของอาจารย์ละมัง ส่วนมากเป็นแบบเชยสุดๆ แนวคิด ก็แคบๆ ไม่เน้นแนวคิดแปลกแยก หรือคิดแบบค์รวมเท่าไร หรือไม่มีการพัฒนาจากโมเดิร์นเท่าไรนัก พูดถึงการเปลี่ยนในแต่ละยุคสมัยในแง่งานสถาปัตยกรรมเมืองไทย ผมว่าเปลี่ยนแปลงช้ามาก เลยสังเกตความแตกต่างระหว่างสมัยยากมาก ยุคนี้น่าถือกันได้ว่าเป็นยุคดิจิตัล ก็ยังไม่เห็นสถาปัตยกรรมแบบดิจิตัลในเมืองไทย เห็นแต่ตึกติดป้าย "ดีแท็ค" โตๆไม่กี่ตึก นี่ก้อ กำลังรออ่านหนังสือเรื่อง digital architecture ของอจ.ธิดาศิริอยู่ น่าจะถือเป็นสถาปัตยกรรมงร่วมสมัยของยุคปัจจุบันได้กระมังครับ สรุปว่า..สำหรับเมืองไทย สถาปัตยกรรมร่วมสมัย กับสถาปัตยกรรมโบราณๆ..ในความเห็นผม มีความหมายไม่ต่างกันมากนัก เพราะแนวคิดในการออกแบบมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ทั้งคุณและผมเลยสับสนกับคำว่า "ร่วมสมัย" พอๆกัน คุยมาแบบคนไม่มีความรู้ "ร่วมสมัย" เอาเลย...นะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [10 ต.ค. 2546 , 00:49:25 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;คิดเป็นองค์รวมคืออะไรครับ?&lt;br /&gt;โดย ??? [19 ต.ค. 2546 , 02:09:47 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;คือหมายถึงการคิดเชิง "กระบวนการ" ออกแบบในแง่ความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมที่กำลังออกแบบ ในทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน ยิ่งมากยิ่งดี จะได้ความหมายและเรื่องราว โดยเอา "ตัวเรา" เป็นศูนย์กลางของปัญหาต่างๆ เช่นองค๋รวมในแง่กระบวนการทางสังคม เมื่อสังคมมีปัญหา ตัวเราก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย ในปรัชญาทางพุทธ คือ อิทัปปัตยตา จะแก้ ปัญหาตามความเป็นจริง ต้องคิดแบบ อิทัปปัตยตา ลองหาอ่านแนวคิดนี้ เช่น..แนวคิดในการแก้ปัญหาสังคม ของท่าน อจ. ประเวศ วะสี และงานของท่านพุทธทาส ภิกขุ เป็นต้น...นะครับ&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [19 ต.ค. 2546 , 22:25:35 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;แล้วอะไรคือprocessที่ควรจะเป็นล่ะครับ แค่ดูการใช้ ดูcontext ดูอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วเหรอครับ แล้วอะไรคือprocess ที่เค้าว่ามันหายไปล่ะครับ แบบว่าเคยถามอาจารย์ เค้าก็บอกแค่นี้ก็เป็นprocess ถ้าแค่นี้แล้วเราจะเขียนหรือแสดงออกมาทำไมล่ะครับ เหมือนเอาความกลวงของสมองมาแต่งให้งานดูมีคุณค่า แล้วอะไรควรเป็นprocess ที่เราควรทำที่แท้จริงล่ะครับ บอกตามตรงว่า...........เบื่อ สุด ๆ กับพวกชอบเอาความไม่มีอะไรมาทำให้มีอะไรด้วยสิ่งที่ไม่มีอะไร ..ขอบคุณ..&lt;br /&gt;โดย สสจ [20 ต.ค. 2546 , 12:38:49 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ใจเย็นๆครับ อย่าเพิ่งเบื่อครับ ข้อมูลที่เรารับมาจากคนอื่น ก็เหมือนขยะที่เขาถ่ายออกมา ยิ่งเป็นความคิดทางวิชาการ อาจเป็นขยะล้วนๆ จนกว่าตัวเรา เอามารีไซเคิล นั่นแหละจึงเป็นความรู้สำหรับเรา จะเรียกว่าเป็นการบูรณาการก็ได้ ความคิดในการออกแบบ ที่ผม เห็นว่า ควรคิดเป็นกระบวนการ หรือองค์รวม ก็เพราะความเชื่อทางพุทธปรัชญา และทฤษฎีฟิสิกซ์ใหม่ พ้องกัน ตรงที่ว่า สรรพสิ่งใดๆในโลกนี้ ล้วนมีเหตุปัจจัย หรือความเชื่อมโยง กันทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย ตัวอย่างเช่น ทฤษฎี butterfly effect หรืือ ทฤษฎี "ผีเสื้อขยับปีก" เป็นต้น กระบวนการเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ในการออกแบบ ขึ้นอยู่กับปัญญาความคิดของเรา ในการพิจารณาค้นหาเหตุปัจจัย ของกันและกัน เช่น แค่ออกแบบอาคารให้สัมพันธ์กับสถานที่ตั้ง ชุมชน เหตุการณ์ อาคารข้างเคียง หรือแวดล้อมอื่นๆโดยรอบ ตลอดจนขอบเขตที่โยงถึง ประเทศไทยทั้งหมด ต่อไปยังขอบเขตอื่นๆ จนถึงระดับจักรวาล ก็คงรากเลือดเอาการ แต่ยิ่งกระทำ ได้มากเท่าไร เราก็น่าจะพบ ความจริงในงานออกแบบของเราได้มากเท่านั้น ตามทฤษฎี หรือปรัชญาที่พล่ามไว้ข้างต้น รวมทั้งการออกแบบร่วมสมัย ที่เราดัดแปลงจากของเดิม หรือลอกแบบต่างประเทศก็ตาม ซึ่งก็ตามเหตุปัจจัย ของความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง เท่าที่ปัญญาของเรา ก่อให้เกิดความคิดในการออกแบบดังนั้น...แหละครับท่าน&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [21 ต.ค. 2546 , 01:45:39 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-6936584582139498431?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/6936584582139498431/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=6936584582139498431' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/6936584582139498431'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/6936584582139498431'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/contemporary.html' title='ช่วยขยายความคำว่าcontemporaryให้กระจ่างหน่อยสิครับ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXguTpGCVEI/AAAAAAAABig/sfSiBoLcgeU/s72-c/bird+1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-8162375502683647351</id><published>2009-01-21T23:54:00.000-08:00</published><updated>2009-01-27T22:00:33.504-08:00</updated><title type='text'>เกี่ยวกับชีวิต</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgmwWSfClI/AAAAAAAABiY/Jl91Bz8_A9Y/s1600-h/bird+8.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294023974032706130" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 144px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgmwWSfClI/AAAAAAAABiY/Jl91Bz8_A9Y/s200/bird+8.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;อยากให้อาจารย์ เล่าตอนอาจารย์กำลังจะจบว่าอาจารย์เตรียมตัวอย่างไร ในการออกไปเป็นผู้ใหญ่(ทำงาน)ครับ&lt;br /&gt;โดย นิสิต ปี 5 [25 ก.ย. 2546 , 01:01:30 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;การวางแผนชีวิตหลังเรียนจบ เป็นเรื่องดี แต่อย่าไปซีเรียสกับความสำเร็จหรือล้มเหลวในแผนมากนัก การวางแผนที่ดี คือมีแผน ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ในสมัยของผม ...จบแล้วต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง เพราะคนคอยเลี้ยงดูไม่มี และเพราะเรียนในคณะนี้ ได้เห็นแต่สิ่งสวยงาม และฝันค้างของบรรดาครูถึงแดนสิวิไลซ์ ตะวันตก เลยพักนั้น..เพ้อจะไปเมืองนอกให้ได้ จบแล้ว แต่เกรดไม่ดี เพราะรักสนุกมากกว่า รักเรียนแบบบ้าเรียน เลยต้องปิดช่องว่างเรื่องเกรด หากจะไปเรียนที่เมืองนอกในสมัยนั้น ต้องเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ท๊อปเทน (ivy-league schools)เท่านั้น ถึงจะแน่จริง ไปทำงานเพื่อเพิ่มเกรดในสำนักงานสถาปนิกชั้นนำตอนนั้น เพราะรุ่นพี่สนับสนุน ลำพังฝีมือเขียนตีฟที่มีตอนนั้น เขาไม่รับ เพราะยังไม่เข้าขั้นมือเซียน แต่อาศัยตื้อหน้าด้าน ทำไปถึงสามปี พอพบเนื้อคู่จึงลาออก สัญจรไปเมืองนอกทันที ไปที่มหาวิทยาลัย ชั้นนำอย่างว่า เดินไปเคาะประตูห้องคณบดีฝรั่ง เพื่อสมัครเรียน ด้วยความมั่นใจ เพราะมีจดหมายครูของผม ซึ่งเป็นศิษย์ คนโปรดของท่านอยู่ในมือ พอครูฝรั่งอ่านเสร็จ ยิ้มทำเล่นตัวอยู่สักพัก ก็นัดให้มาเรียนกันเลย สมัยนั้นเข้าเรียนที่ ยูเอส ง่ายเหมือนปลอกกล้วย เพราะอยู่ใน ช่วงสงครามเวียตนาม คนหนุ่มๆมะกันไปสงครามกันหมด พวกหนุ่มกระเหรี่ยงเลยสบายทั้งการเรียนและการงาน แต่ถ้าผมเป็นคุณ..อยู่ในสมัยนี้ ผมจะอยู่เที่ยว ที่เมืองไทย เรียนรู้ชีวิตให้ทะลุปรุโปร่ง ทำ ความรู้จักกับสถาปัตยกรรมและชีวิตคนไทย ให้ครบทุกจังหวัด แล้วจึงค่อยไปชุบตัวเมืองนอก แต่ถ้าครั่นเนื้อครั่นตัวอยากเรียนต่อเอามากๆ ผมแนะนำว่า ..น่าจะไปสมัครเรียนเปรียญธรรมเก้าประโยค มุ่งเป็นสมภารหรืออาจารย์สอนบาลีธรรมให้ได้ ทำได้อย่างนี้..ผมเดาว่าจะมีกระบวนทัศน์ใหม่ ที่ไม่ธรรมดาแน่นอน และจะดำเนินชีวิต ต่อไปอย่างมีความมั่นใจ มีความหมาย และสร้างสรรค์ งานสถาปัตยกรรม ได้ดีกว่าคนรุ่นเก่าๆ อย่างแน่นอน (เพราะตอบยาว...เลยต้องมีต่อ..ครับ)&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [29 ก.ย. 2546 , 17:09:29 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ที่เล่ามาเพราะรู้แก่ใจว่า คุณถามเอามัน ถึงบอกไป คุณก็ไม่เชื่อ เพราะการวางแผน ชีวิตของใครนั้น เชื่อตามกันไม่ได้ และไม่ควรเชื่อ ต้องวางกันเอง ต้องอาศัยพระพรหมเป็นลูกน้อง คอยแก้ไขให้ หากแผนเกิดสดุดหรือมีปัญหา จะได้ไม่ต้องฆ่าตัวตายแบบพวกคนงี่เง่าใจร้อน ตรงนี้..นึกถึงตอนที่ผมไปอ้อนแม่ยายเพื่อขอแต่ง กับลูกสาว คือภรรยาผมในปัจจุบัน ผมบอกแผนการ ชีวิตเสียยืดยาว เพราะตั้งใจเตรียมทำมาและใช้เวลา มากกว่าตอนทำทีสิสด้วยซ้ำ คุณอาจลองเอาคำวิจารณ์แผน ของแม่ยายผม ไปลองพิจารณาก็ได้นะครับ แม่ยายผมวิจารณ์ว่า ...คนเราไม่ต้องวางแผน บ้าแผนบอไปให้มากเรื่อง ...จงอยู่ และมีชีวิตไปวันๆ ให้ดีกับปัจจุบันกาล ก็พอแล้ว...เพราะ ชีวิตย่อม ดำเนินไปตามกรรมของเรา ทำกรรมดี ชีวิตก็จะดำเนินไปทางดี หากทำกรรมชั่ว ชีวิตก็จะดำเนินไปในทางชั่ว ฟังดูก็ง่ายดี ....แต่คงปฏิบัติได้ยาก เพราะตามหลักทางพุทธศาสนาแล้ว นี่เป็นอาการของจิต ที่อยู่กับ "ปัจจุบัน" ซึ่งเป็นสาระอันสำคัญยิ่ง ในการเจริญภาวนาทางพุทธศาสนา คนวางแผน มักหมกมุ่นกับเวลาของอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง และพะวงกับเวลาของอดีตที่ยังคอยหลอกหลอนอยู่ บางคนถึงขั้น...กลัวอนาคตจะไล่ล่าเหมือนท่านนายก(ในขณะนั้น) ก็มี ผมว่าไม่ต่างอะไรกับคนกลัวผี กลัวตาย กลัวเกิด และ สารพัดกลัวอื่นๆ แต่ถ้ากลับกัน..หันมาฝึกให้สติอยู่กับปัจจุบันกาล อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ช่องว่างระหว่างอนาคตกับอดีตแคบลงๆ ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ ก็อาจบรรลุสถานะปัจจุบันล้วนๆ คือเป็นความไร้กาล ก็ได้...นะครับ นั่นหมายความว่า..ชีวิตที่ดำเนินไปตามธรรมชาติ และสิ่งที่เราพึงต้องการอย่างกลมกลืนกัน..คือ ด้วยความต้องการบนพื้นฐานที่จำเป็นเท่านั้น ชีวิตทำนองนี้ พระพุทธองค์ ได้ปฏิบัติเป็นแบบจำลอง ให้ทราบกันมาแล้ว ....แต่มีปัญหาเหลืออยู่ตรงที่ คนส่วนมากยังกลัวๆ และไม่กล้าหาญพอที่จะดำเนินรอยตาม ... ก็เลยต้องสร้างโวหารแบบสมมุติกันว่า ..แผนการชีวิตของฉัน .. ควรเป็นเช่นไร? ..วานช่วยบอกที ..แม้ฉันจะไม่เชื่อ ...ก็ตามที&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [29 ก.ย. 2546 , 17:11:30 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-8162375502683647351?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/8162375502683647351/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=8162375502683647351' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/8162375502683647351'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/8162375502683647351'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_1581.html' title='เกี่ยวกับชีวิต'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgmwWSfClI/AAAAAAAABiY/Jl91Bz8_A9Y/s72-c/bird+8.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-617049245695982377</id><published>2009-01-21T23:49:00.000-08:00</published><updated>2009-02-02T21:38:14.336-08:00</updated><title type='text'>เกี่ยวกับ thai contemporary</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXglnO4cfFI/AAAAAAAABiQ/4Hu3jHDpfLE/s1600-h/1177061_6700913.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294022717913988178" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXglnO4cfFI/AAAAAAAABiQ/4Hu3jHDpfLE/s200/1177061_6700913.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;มีงานที่เป็น thai contemporary ที่น่าสนใจไหมครับ อยากศึกษาเกี่ยวกับstyle contemporary น่ะครับ ว่ามันมีลักษณะเด่นอย่างไร&lt;br /&gt;โดย จอมยุดน้อย.... [11 ก.ย. 2546 , 20:45:18 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;มาคุยกันเรื่องความหมาย...ก่อนนะครับ สถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย ก่อนอื่น..อยากใช้คำตอบของอจ.ภิญโญที่ว่า...ไม่มี ไม่หรอก ไม่ควรเรียกว่า "ร่วมสมัย" แต่ควรเรียกว่า "กาลเทศะสถาปัตยกรรม" สถาปัตยกรรมที่ถูกกาลเทศะ ที่ไม่เลอะเทอะ ...ส่วนที่เรียกว่าสถาปัตย์ประยุกต์ แล้วก็เรียกตามกันไป ...เป็นความคิดของคนที่เลอะเทอะ (สถาปัตยกรรมไทย) ..ต้องรู้จักกาลเทศะ อันไหนที่เป็น ประโยชน์ใช้สอย อันไหนที่เป็นเรื่องของจิตใจ อันไหน ที่ทำเพื่อการเงิน ก็อีกทางหนึ่ง ไม่ใช่มาปนกัน... อจ. เน้นสถาปัตยกรรมไทยไปในเรื่อง spiritual architecture น่าฟังตรงที่ ..เจดีย์....ถ้าเอาเสาต้นหนึ่งปักไว้สูงแล้วทำหลังคา ไว้นิดหนึ่ง คนก็กราบไหว้ไม่ลง เช่นเดียวกับปั้นพระพุทธรูป เป็นแบบโมเดิร์น คนไทยก็ไม่กราบไหว้...หรือการทำหลังคา โรงรถแล้วใส่ทรงไทยเสริมด้วยช่อฟ้าใบระกา ..ก็จะเป็น สถาปัตยกรรมไทยแบบเลอะเทอะ..เป็นต้น ในความเห็นของผม..ที่รู้เรื่องพรรค์นี้ไม่มาก อยากตอบ เลี่ยงว่า ..อะไรก็ตามที่คิดทำกันในเมืองไทย ก็คือ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเวลาและเทศะนั้น ก็ต้อง แยกแยะวัตถุประสงค์ที่ต่างกันของคนทำกันเอาเอง ยุคสมัยปัจจุบัน ที่เท็คโนโลยี มีบทบาทสำคัญของ คนส่วนมากปัจจุบัน ...ผมชอบแนวคิดอจ.ดร.สุนทร เรื่องสถาปัตยกรรม ชีวาทิตย์ (ชีวิต+แสงอาทิตย์) ที่ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน ..คือ แนวคิดสถปัตยกรรม "แบบยั่งยืนสูงสุด" ผมยอมรับว่า เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะขยายความรู้ในทางวิชาการ ที่มากกว่าที่รู้หรือเรียนกันปัจจุบัน เป็นแนวคิดผสมผสาน ของสรรพวิชามารวมกันในการออกแบบสถาปัตยกรรม เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ...ซึ่งคงหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ในอนาคต ผมจึงอยากเห็น ..."สถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย" ในความ ผสมผสานของผู้รู้ทั้งสองดังกล่าว..มารวมกันแบบบูรณาการ ก็จะทำให้ของคำๆนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น ...ดีกว่าต่างคนๆต่างให้ ความหมายกันจน ...คนฟัง..คนอ่าน..ปวดหัวครับ ผมอ่านมาจาก อาษา 08:46-09:46 ที่ได้รับมาเล่มล่าสุด จอมยุทธน้อย ...ต้องไปหาอ่านนะครับ น่าจะได้ คำตอบที่มากพอ จนกลายเป็น จอมยุทธมาก ได้แน่นอน...ครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [13 ก.ย. 2546 , 15:32:13 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ขอบคุณมากๆครับ&lt;br /&gt;โดย จอมยุดน้อย [13 ก.ย. 2546 , 23:43:50 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-617049245695982377?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/617049245695982377/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=617049245695982377' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/617049245695982377'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/617049245695982377'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/thai-contempory.html' title='เกี่ยวกับ thai contemporary'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXglnO4cfFI/AAAAAAAABiQ/4Hu3jHDpfLE/s72-c/1177061_6700913.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-8882137882993472009</id><published>2009-01-21T23:41:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T23:46:09.932-08:00</updated><title type='text'>สถาปัตยกรรมที่ดีควรคำนึงถึงcontextแค่ไหนครับ</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgj-7_L-xI/AAAAAAAABiI/0SwZ7PMMcOI/s1600-h/1177061_6701036.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294020926135597842" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgj-7_L-xI/AAAAAAAABiI/0SwZ7PMMcOI/s200/1177061_6701036.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; หรือว่าขึ้นอยู่กับว่าcontextนั้นเป็นอะไร ถ้าเกิดสร้างแมนชั่นสูงในบริเวณที่เป็นบ้าน2-3ชั้น จะเป็นการทำลายบริเวณนั้นรึเปล่าครับ?ถ้าสถาปนิกได้programแบบนี้จะทำยังไงครับ&lt;br /&gt;โดย :o [20 ส.ค. 2546 , 00:46:29 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;คำว่า..context คงหมายถึงบริบทของสิ่งแวดล้อม โดยรอบตัวเรา หรืออาคารที่เรากำลังออกแบบ ? ผมว่า..เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงและใส่ใจ ส่วนผล ทางความคิดจะเป็นอย่างไร? เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นการเรียนรู้แก่กันและกันในการศึกษา จะถือยึดเอา context เป็นหลัก หรือจะให้มันเปลี่ยนตาม เราต่อไปในอนาคตก็ได้ เพราะตัวบริบทเอง ก็ต้อง มีการเปลี่ยนแปลง..เป็นอนิจจังเช่นกัน ไม่ว่าจะคิด กันไปในทำนองไหน อย่ามองแบบแยกส่วน ...ประเด็น มันอยู่ที่เราออกแบบแล้วใส่ใจในความเป็นองค์รวม ถือว่า..น่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง ...เพราะสรรพสิ่ง มันเชื่อมโยงกันตามเหตุปัจจัย เป็นธรรมชาติใน ความเป็น "จริง" กล่าวอย่างนี้..เป็นการมองการออกแบบในเชิง "กระบวนการ" ไม่ใช่ในรูป "ผลปรากฏ" อย่างเดียว ผลที่ปรากฏที่เราสัมผัสได้นั้น เปลี่ยนแปลงเร็วกว่า "กระบวนการ" ที่ต้องอาศัยเวลา เช่น ความเชื่อของ คนเปลี่ยนช้ากว่า ทรงผมหรือแฟชั่น การคาดการณ์ ถึงความเปลี่ยนแปลงของ context ก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงด้วย ..แต่ขอให้ทั้งสิ่งที่เรา ออกแบบและบริบท เปลี่ยนแปลงไปในรูปความสัมพันธ์ ที่ต่างส่งเสริมเกื้อกูลกัน ...จึงถือว่าเป็นหนึ่งเดียว หรือกระบวนทัศน์เชิงองค์รวม..holistic thinking ความสูง ความต่ำ ไม่ใช่ตัวขัดแย้งในเรื่องความ สัมพันธ์กันและกันเสมอไป มดกับน้ำตาลแม้เป็น คนละสิ่งกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์ต่อกันได้ ฉันใด แมนชั่นสูงเฉียดเมฆ ก็สัมพันธ์ กับบ้านเรือน๒-๓ ชั้นได้ ถ้าทั้งสองอย่างยอมเกื้อกูลแก่กันและกัน ส่วนผลที่นำเสนอจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการค้นหา การอธิบายในเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน ..คิดกัน จะไป"สวรรค์" นั้นดีแล้วถูกต้องแล้ว ส่วนจะไปกัน อย่างไร เป็นอีกเรื่อง ขึ้นอยู่กับเทศะ-กาล บางทีอาจ อาจต้องพูดว่าทางใครทางมัน..ก็ได้ นะครับ คนเราต้องเรียนรู้กันตลอดชีวิต นั่นคือการแสวงหา เหตุปัจจัยในความเชื่อมโยงของตัวเรากับ context รอบๆตัว เพื่อสร้างความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียว นี่ คือตัว"ปัญญา" ทำให้เกิด"ความสุข" ในการมีชีวิตอยู่ใน จักรวาลนี้ ...นะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [20 ส.ค. 2546 , 11:20:09 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ก่อนอื่นทำความเข้าใจกับคำว่า บริบท ให้กระจ่างก่อน อย่างที่เพื่อนอจ.กล่าวมาข้างต้น คงตอบไม่ได้ว่าแค่ไหนถึงจะพอ บางครั้งบางคราสถาปัตยกรรมบางชิ้นก็มีอิทธิพลมากพอจะเปลี่ยนแปลงบริบทโดยรอบด้วยตัวมันเอง&lt;br /&gt;โดย ruzzian [20 ก.ย. 2546 , 20:04:18 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-8882137882993472009?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/8882137882993472009/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=8882137882993472009' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/8882137882993472009'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/8882137882993472009'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/context.html' title='สถาปัตยกรรมที่ดีควรคำนึงถึงcontextแค่ไหนครับ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgj-7_L-xI/AAAAAAAABiI/0SwZ7PMMcOI/s72-c/1177061_6701036.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-7758501193118952741</id><published>2009-01-21T23:29:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T23:38:17.224-08:00</updated><title type='text'>ถ้ามีคนบอกว่างานที่เราทำมันไม่ดี</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgiKt5dIYI/AAAAAAAABiA/rPgjorXgWgY/s1600-h/1177061_6701079.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294018929488634242" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 160px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgiKt5dIYI/AAAAAAAABiA/rPgjorXgWgY/s200/1177061_6701079.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เมื่อสร้างงานจนเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว เริ่มมีการใช้งานแล้ว มีคนมาบอกว่าไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ รู้สึกอย่างไรแล้วแก้ปัญหาอย่างไรกัน&lt;br /&gt;โดย ธุลีscape [15 มิ.ย. 2546 , 22:52:23 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ผมเคยเขียนบทความ ...สถาปนิกออกแบบเพื่อใคร? แอบ บันทึกไว้ในเว็บไซท์ ถ้าสนใจว่าโม้ไว้อย่างไร ก็ไปสืบหา กันเอาเอง ...ไม่อยากโฆษณาตัวเองให้น่าเกลียดกว่านี้ เรื่องของกิเลสตัณหาหรืออุปทานของคนแต่ละคน คิด ตามรู้หรือวิเคราะห์กันได้ไม่จบสิ้น พระท่านจัดลำดับคน ไว้ด้วยวิธีวัดกันทางด้านจิตใจ ว่าใครกิเลสน้อยกว่ากัน โดยใช้ดรรชีของการวัดที่ความสมบูรณ์ด้วยศีลห้า และ วัตถุหรือกายที่ครอบครองของคนแต่ละคนกัน ก็จะรู้ว่า ใครดีใครชั่วมากน้อยกว่ากัน สถาปนิกบางคนอาจมีกิเลสหรืออุปทานหรืออีโก้ ทั้งมากและ น้อยกว่าเจ้าของงาน ...ส่วนมากที่มาร่วมงานกันได้ เพราะมีมาก น้อยพอๆกัน จึงมี "ความเกิด" ของงานสถาปัตยกรรม ให้ยึดกัน ชอบบ้างเกลียดบ้าง ตามอำนาจของอุปทาน หรือ "มายา" ทางความคิดและความรู้สึก ..ถ้า.เอาเรื่องนี้มาใส่ใจแล้วพยายามจะรู้ คงเปลืองเวลาเปล่าๆ หากไม่ตามรู้ของเหตุปัจจัยที่เป็นต้นตอของ อุปทานที่แย้งกัน สถาปนิกนั้น..มักถือว่าเป็นผู้ฝึกฝนมาดีแล้ว อาจจะพอน่าเชื่อถือกว่าเจ้าของงาน ..ที่อาจไม่เอาไหนดันมาติ? (มีต่ออีกครับ)&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [18 มิ.ย. 2546 , 12:53:52 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;แต่ในก้นบึ้งของใจเรา ถ้าเอาศีลห้าเป็นที่ตั้ง ..จริงหรือ? ว่า เรา....สถาปนิก ..เป็นผู้ฝึกฝนมาดีแล้ว??? ทั้งด้านจิตใจและกาย ที่เลวน้อยกว่าเจ้าของงาน ..มีความรู้และเข้าใจมนุษย์อื่นที่ไม่ใช่ เราหรือลูกเมียของเรา ได้ทัดเทียมกันจริงหรือไม่? มุ่งบริการสร้าง สภาพแวดล้อมให้ดีที่สุดกับเจ้าของงาน เพื่อเมตตาธรรม หรือ เพื่อเอาเงินในกระเป๋าของเขา...ยังตะกละเอาแต่เงิน ไม่บริการเขา มากๆ ความเป็นกัลยาณมิตรแก่กันและกัน จึงไม่เกิดขึ้น ต้นรัก(เก๊ๆ) ก็ตายซาก ...นี่เป็นปัจจัยหนึ่งของอุปทานความไม่พอใจในแต่ละ คนก็เกิดขึ้น สุภาษิตไทยเชิงสัปดล น่าพอเชื่อได้....ว่า "ยามรักกัน ดมตดกัน..ยังว่าหอม ..แต่ยามเกลียดกันต่างใส่น้ำหอมปารีส ดัน ติกันว่าเหม็นเสียนิ" ผมยังเชื่อว่า..สถาปนิก และเจ้าของงาน ต้องสร้างสรรค์ความรัก และมีเมตตาธรรมแก่กันและกัน หลีกเลี่ยงการเบียดเบียนซึ่งกัน และกันให้น้อยเข้าไว้ ...ความอิ่มเอิบในจิตใจของกันและกันก็น่า จะเกิดขึ้น แถมยังมีสารเอ็นโดรฟิลหลั่งให้ร่างกายเกิดความสมดุลย์ ..ตายช้าขึ้นมากทีเดียว ....ถามส่งท้ายว่า ..มีความอิ่มเอิบในจิตใจ แล้วยัง มีของแถมทำให้ร่างกายทรุดช้าลงไปอีก ..อย่างนี้ยังมีค่าน้อยกว่าความ ต้องการเงินเป็นค่าแบบ...หรือไม่?.. การติงานของเรา ถ้าแปลงให้เป็น ความรู้ความเข้าใจที่ต้องทบทวนกันเพื่อให้เกิดเป็นสติปัญญาต่อไป จะไม่เป็นประโยชน์แก่เราหรือ?........ครับ ...ทว่า ติด้วยรัก กับติเพราะชัง แตกต่างกันนะครับ...อย่างหลัง อาจนำไปสู่การเบียดเบียนกันขั้นทำลาย ศีลห้ากันก็ได้.....นะครับ&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [18 มิ.ย. 2546 , 12:54:32 น.] &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;คนที่รู้ว่างานดีหรือไม่ดี มากที่สุด คือตัวเรานั่นเอง ไม่โกหกตัวเอง และไม่ต้องสนใจกับสิ่งที่ไม่จริง&lt;br /&gt;โดย ครูประชาบาล [18 มิ.ย. 2546 , 22:17:16 น.] &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;แต่ผมกลัวว่าจะเป็นการเข้าข้างตัวเองเกินไป คิดว่าดีแล้วจนลืมที่จะฟังใครไป ก็เราก็ควรจะสนใจคำพูดเพื่อตรวจสอบตัวเองบ้างหรือเปล่า เพราะเราไม่ได้ออกแบบเพื่อตัวเราคนเดียวนี่ครับ&lt;br /&gt;โดย ธุลีscape [22 มิ.ย. 2546 , 14:26:53 น.] &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ความรัก ดีครับ&lt;br /&gt;โดย สมควร [22 มิ.ย. 2546 , 14:32:48 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-7758501193118952741?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/7758501193118952741/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=7758501193118952741' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/7758501193118952741'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/7758501193118952741'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_5700.html' title='ถ้ามีคนบอกว่างานที่เราทำมันไม่ดี'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgiKt5dIYI/AAAAAAAABiA/rPgjorXgWgY/s72-c/1177061_6701079.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-3873468618229830056</id><published>2009-01-21T23:22:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T23:28:38.195-08:00</updated><title type='text'>เรื่องน่าอ่าน..น่ารู้</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgf3i9sIyI/AAAAAAAABh4/JjCIvOKgJxE/s1600-h/art2.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294016401112834850" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 185px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgf3i9sIyI/AAAAAAAABh4/JjCIvOKgJxE/s200/art2.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; จะแสดงความคิดเห็นใดๆก็ได้&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ไม่แสดงก็ได้..แต่อยากให้อ่านว่ะ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;หัวข้อ : ระบบการศึกษายุคใหม่ทำเด็กลืมกำพืดตัวเอง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ : ปราชญ์ชาวบ้านชี้เด็กยุคใหม่บอบบาง ทำอะไรง่ายๆ ไม่อดทน อีกทั้งไม่อยากเป็นอย่างที่พ่อแม่ตัวเองเคยเป็น ระบุไทยมีการสร้างองค์ความรู้เอง แต่พอใช้ระบบการศึกษาตามแบบฝรั่งก็เริ่มคิดเองไม่เป็น ต้องพึ่งคนอื่น ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านจากจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบสามปีของการปฏิรูปการศึกษาเรื่อง “การศึกษาทางเลือก : ทางออกของสังคมไทย”ว่า สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมของการเรียนรู้ ขณะที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คนไทยกลับไม่ฉลาดขึ้น จึงตั้งข้อสงสัยว่าระบบของสังคมไทยมีปัญหาอะไรหรือไม่ ในเมื่อเรียนหนังสือไปแล้วไม่หายโง่ ไม่ลดการเห็นแก่ตัว ไม่สามารถบรรเทาความทุกข์ ฉะนั้นจะเรียนไปทำไม “ถ้าเรามีลูกเราเลือกเส้นทางให้ลูกได้จริงหรือเปล่า ในระดับชาวบ้านเขาสามารถเลือกเส้นทางให้ลูกได้จริงหรือเปล่า เมื่อพวกเขาส่งลูกเรียน เด็กก็เอาแต่เรียน เรียนไปก็เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พ่อแม่เป็นชาวนาส่งลูกเรียน ลูกกลับไม่อยากเป็นชาวนา เด็กยุคนี้เปราะบาง ไม่ค่อยอดทน อยากทำอะไรง่ายๆ และที่สำคัญจะทำอย่างไรให้คนในสังคมอยากเป็นนักเรียน ทำให้เด็กอยากเรียนรู้ได้ตลอดเวลา” ทั้งนี้ครูบาสุทธินันท์ กล่าวว่า เป็นเพราะการศึกษาของเราลอกเลียนแบบต่างประเทศมา ทั้งๆ ที่จริงเราก็มีกระบวนการเรียนรู้ของเราเองมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เช่นนั้นจะไม่มีภูมิปัญญาไทย ชุดความรู้ต่างๆ ที่มีขึ้นมาเพื่อตอบสนองชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย จนสามารถพึ่งตนเองได้ในทุกเรื่อง “เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา คนไทยสร้างชุดความรู้ได้อย่างเป็นระบบ เช่นการสร้างบ้านเรือน วัด สิ่งสาธารณประโยชน์ต่างๆ การทำมาหากิน การประกอบอาหารไทย การใช้สมุนไพร ทำให้เรามีการใช้ปัจจัย 4 อย่างครบครัน สมัยนั้นเราอยากได้อะไร เราก็ค้นคว้ากันเอง เรียนรู้กันเอง ถ่ายทอดกันเอง แค่ไม้ไผ่กอเดียวก็สามารถนำมาเป็นเครื่องใช้ไม้สอยได้นับร้อยนับพันอย่าง แต่เมื่อมาถึงวันนี้เราแทบจะไม่สามารถผลิตชุดความรู้อะไรที่เป็นของเราได้เลย เพราะเราพอใจที่จะพึ่งคนชาติอื่น รอรับรู้จากคนอื่น นำเข้าทุน นำเข้าความรู้ นำเข้าวัฒนธรรม อยากได้อะไรก็สั่งซื้อเข้ามา ผลสุดท้ายต้องมานั่งจ่ายค่าโง่กัน” ครูบาสุทธินันท์ กล่าวอีกว่า นักเรียนนักศึกษาในปัจจุบันยังเรียนรู้โดยห่างจากความเป็นจริงของวิถีชิวตและวัฒนธรรมไทย ฉะนั้นต้องช่วยกันแก้ไขให้เด็กรุ่นใหม่มีค่านิยมและมีความคิดเป็นของตัวเอง โดยได้เสนอวิธีการเรียนรู้แบบสังคมไทยในมิติผูกพันกับวิถีชีวิตและธรรมชาติ 6 ข้อด้วยกัน คือ 1.เรียนรู้แบบลงมือกระทำ อันจำเป็นต่อพื้นฐานการดำรงชีพ 2.การเรียนรู้ที่หลากหลายและมีการบูรณาการ 3.การเรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรมทางสังคม 4.การเรียนรู้จากการได้เผชิญสถานการณ์จริงและการแก้ปัญหา 5.การเรียนรู้ตามธรรมนองคลองธรรม ที่ไม่มุ่งแข่งขัน แก่งแย่ง และ 6. การเรียนรู้ที่ใช้จินตนาการและการประจักษ์ความรู้ นอกจากนี้ กระบวนสร้างเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้นั้น ในโรงเรียนควรส่งเสริมให้เด็กมีความสนใจเรื่องเดียวกัน รวมกลุ่มเรียนรู้ เน้นความหลากหลายในสิ่งที่เขาต้องการเรียนรู้ ส่งเสริมในส่วนของเทคโนโลยี สถานที่ งบประมาณ ในส่วนของมหาวิทยาลัยให้ส่งเสริมการเป็นผู้นำ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างพรมแดนแห่งความรู้โลกกับความรู้ท้องถิ่น ในชุมชนให้มีการส่งเสริมการรวมกลุ่มประชาคมต่างๆ ตามความสนใจ สร้างเสริมให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และในส่วนขององค์กรก็ควรจะส่งเสริมให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ด้วยอีกเช่นกัน จาก : ผู้จัดการรายวัน 8 ก.ย.45 - 08/09/2002 22:10&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [9 ก.ย. 2545 , 10:50:11 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ขอบคุณครับ&lt;br /&gt;โดย เมืองFISH_Sit [9 ก.ย. 2545 , 21:05:18 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;อืม... ผมว่าอย่างงี้จะบอกว่าเราไปลอกฝรั่งมาก็ไม่ถูกทีเดียว เท่าที่ผมรู้ เมืองนอก เค้าก็ยังเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกสิ่งที่อยากเรียนอยากรู้จริงๆ ไม่เผมือนวิชา บังคับเลือก ต่างๆของเรา และเค้าก็ปล่อยให้เด็กบางคนมีเวลาว่างที่จะหาเลี้ยงชีพเองหรือไปทำไรอย่างอื่นบ้าง ไม่ใช่ต้องเข้าแถว 7.30 เลิก 16.30 จริงๆของเราก็มีบางวันเลิกเร็วนะ แต่ก็ไม่รู้จะทำไร หรือมันอยู่ที่สำนึกใฝ่ดีของเด็กแต่ละคนเองด้วย แต่ผมว่าหลักๆคือ เราลอกเค้ามาบางส่วน แต่ลอกไม่เหมือน และลอกโดยไม่เข้าใจ&lt;br /&gt;โดย เด็กหัดเดิน [10 ก.ย. 2545 , 06:43:00 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ผมเองก็ไม่ห่วงเรื่องนี้เท่าไรครับ เวลายังมีให้เรียนรู้อีกมาก เรียนของเขาอย่างไร แล้วเอามาใช้ กับเรื่องของเรา ที่เราเป็นอยู่ ไม่ได้ ไม่แม็ทกันเดี๋ยว เราก็จะกลับมาสำรวจตนเองอีกที ให้เรียนรู้ให้ลึกๆในเรื่องของเรา แล้วก็จะเกิด ความรู้ใหม่ที่เหมาะสมกว่าอีกได้ แต่บางเรื่องเราเอาของเขามาใช้กันผิดๆ ผลเสียหาย ก็อาจเกิดมาก ตอนซ่อมแซมอาจจะเหนื่อยหน่อย เรียนรู้คู่ๆกันไปผมว่าน่าจะดีเหมือนกัน บางทีการมีทัศนะคติผิดๆกับความรู้ของเขา สนใจแต่เรื่องของเราเกินเหตุ เช่น เรื่องของภาษา เราก็เลยอ่านพูดภาษา เขาไม่ได้ เลยพาลไม่รู้เรื่องดีๆของเขา ที่อาจเหมาะสมกับเรื่องของเราก็ได้ ..นะครับ ป.ล. ผมเอามาโพ๊สต์เพื่อการเตือนสติเท่านั้น ไม่อยากให้เห็นด้วยทั้งหมดครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [10 ก.ย. 2545 , 18:33:26 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;อาจเพราะว่าปัจจุบัน มีความที่เป็นประชาคมโลก ทำให้ การอยู่ร่วมกันบนโลก ต้องมีอะไรบางอย่างเหมือนๆกัน การที่เราต้องรับระบบการศึกษา และรูปแบบความรู้ ก็อาจนับได้ว่าเป็นเรื่อง ของการอยู่ร่วมโลก ซึ่งทีนี้ แกนนำทางที่เป็นระบบการศึกษา (ของโลก) มันไม่ใช่วิธีของเราที่มีแต่ดั้งเดิมมา ทำให้เราต้องปรับ ของเราให้เข้ากับระบบของโลกกระมัง ซึ่งปัญหา ก็อาจเกิดจากการที่เรายังไปไม่ถึงปลายทาง (ซึ่งก็ไม่รู้ชัด) นึกรวมไปถึงวิถีชีวิต ว่าแบบไหนจึงจะถือเป็นวิถีที่เหมาะสำหรับ ดำรงตนบนโลก จะเป็น นักธุรกิจ ครู ชาวนา กรรมกร นักมวย ว่าจะใช้ชีวิตแบบเมือง หรือชนบท อีกหน่อยรูปแบบพวกนี้มันก็คงถูกชี้ถูกนำ ให้หลงตามกันไปอีก ตราบใดที่ไม่มีใครในพวกเรา เป็นคนกำหนด และบอกให้ชาวโลกทั่วไปรู้ว่า "เฮ้ย วิธีของพวกฉันเนี่ยะ ดีนะโว๊ย ลองดูหน่อยสิ คุณบัง คุณฝรั่ง"&lt;br /&gt;โดย เด็กวัด [11 ก.ย. 2545 , 23:22:05 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ผมว่ามันก็จิงบ้างนะครับ ตอนเด็กๆไม่เห็นต้องอยากรู้อะไร อยู่ก็มีคนมาบังคับให้เรัยน ก็เรียนอยู่กับหนังสือ พอดีทำได้ดีได้เกรด4มาเกือบ12ปีเกียรติบัติเต็มบ้าน ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ทำดีแล้วคิดว่าฉลาด ไม่ต้องคิด/อยากรู้อะไรอีก พอจบมาเรียนมหาลัย ไม่มีคนมาบังคับ ต้องเรียนเอง ที่สำคัญคณะนี้ยิ่งไม่มีอะไรผิด-ถูก คราวนี้เคว้งเลยครับ เลยเพิ่งรู้ว่า เออ จิงๆแล้วกูโง่สัดเลยว่ะ สมาธิก็สั้น ความอดทนก็ต่ำ ตอนนี้รู้ตัวก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่ ขอโทดอาจารย์ยงยุทธด้วยนะครับที่ทำตังแย่ไม่ส่งแบบ แถมงานก็ไม่ดี เพราะเป็นโรคเกลียดคนขยันแต่ไม่คิดแล้วได้คะแนนดี เลยทำตัวขี้เกียจสุดท้ายก็โง่ซะเอง ขอบคุณอาจารย์นะครับที่ทำให้ได้คิดว่าสถาปัตยกรรมต้องออกแบบมากกว่า space-formและfunction&lt;br /&gt;โดย ตายอนาถเพราะไม่เคยส่งแบบ [18 ก.ย. 2545 , 03:21:10 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-3873468618229830056?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/3873468618229830056/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=3873468618229830056' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/3873468618229830056'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/3873468618229830056'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_9899.html' title='เรื่องน่าอ่าน..น่ารู้'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgf3i9sIyI/AAAAAAAABh4/JjCIvOKgJxE/s72-c/art2.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-1027450466374292075</id><published>2009-01-21T23:15:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T23:20:00.401-08:00</updated><title type='text'>อาจารย์ขาหนูอยากทราบ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgd0civRxI/AAAAAAAABhw/RqtJpBzLAGQ/s1600-h/1177061_6700978.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294014148826318610" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 134px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgd0civRxI/AAAAAAAABhw/RqtJpBzLAGQ/s200/1177061_6700978.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ว่าหนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่อาจารย์เห็นว่ามีประโยชน์ ต่อการศึกษาเล่าเรียนของนิสิตเอาแบบที่อาจารย์ประทับใจ สุดๆขอสัก20เล่มนะคะ ขอยกเว้นหนังสือธรรมะนะคะ และขอยกเว้นหนังสือภาษาไทยนะคะ&lt;br /&gt;โดย หนูอ้วน [22 ม.ค. 2546 , 06:11:47 น.]&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;หนังสือทุกเล่มอ่านแล้วก็จะเกิดการเรียนรู้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับการฟังครูหรือคนอื่นๆ หนังสือดี ตรงใจที่เราอยากรู้ก็จะกลายเป็นเช่นครูอีกคน หรือกัลยาณมิตรในการเรียนรู้ได้ ..หนังสืออะไร ที่คนอื่นชอบไม่สำคัญเท่าหนังสือที่เราชอบ คนเรานั้นเรียนรู้ในแนวทางที่ต่างกัน แต่ควร ตรงกันในเป้าหมายเพื่อชีวิตที่ดีงามเหมือนๆกัน ขอเริ่มที่การบ่นพึมพำก่อนนะครับ ผมกำลังกลายเป็น "เหยื่อ" คนเดียวในเว็บวิชาการนี้ แล้วหรือ? อาจารย์ผู้ริเริ่มก็หายเข้ากลีบเมฆไปเสียนาน ครูประชาบาล ก็แว็บมาเป็นพักๆ ส่วนพวกครูนิรนาม ก็ไม่เหลือร่องรอยเมื่อเว็บนี้เปลี่ยน url ใหม่ เว็บไซท์ ของคณะก็ยังไม่เสร็จสักที ลิงค์เก่าที่ทำไว้เดิม ก็ลบไป พวกเราที่รู้เลยเข้ามาเสวนาในเว็บบอร์ดนี้ก็มีไม่มากนัก โอ้ลั้นหล้า..กอด!..ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ..หนอ? โลกไซเบอร์สเปรส ตรงนี้เป็นโลกจำลองของชุมชน ที่น่าสนใจ เป็นแหล่งเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างศิษย์-อาจารย์ ได้เป็นอย่างดีแหล่งหนึ่ง ..หากทุกท่านมีความจริงใจ และมีใจที่โปร่งแจ้ง เช่นโง่ก็บอก ..ฉลาดก็บอก ฯลฯ ใส่ใจเรื่องของพรหมวิหารธรรมไว้เสมอๆ ชุมชนก็เป็นสุข ขยายโยงใยมหาวิทยาลัยและโลกทั้งมวลเป็นสุขได้แน่นอน เฮ้อ..จะใช้ยาดองเหล้าอะไร? ให้เสพแล้วมาติดกันในชุมชนนี้ได้ ใครรู้บ้าง...ช่วยบอกที "ความเป็นเลิศทางวิชาการ" คืออะไร? เห็นสายบริหารมหาวิทยาลัยกำลังโดนดันก้นกันมาเป็นทอดๆ โดนประสาทหลอนกันเพี๊ยบ ...อนิจจาวัฎฏสังขาราจริงๆครับ (เพราะเขียนยาวจึงต้องมี...ต่อ)&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [22 ม.ค. 2546 , 12:50:17 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;กลับมาเป็นเหยื่อของกระทู้นี้ ..หลังจากพล่ามบ่นจนพอทำเนาแล้ว สำหรับหนังสือสถาปัตยกรรมภาษาฝรั่ง โดยเฉพาะพวกแนวความคิด ของบรรดาสถาปนิกฝรั่งทั้งหลาย ผมไม่ค่อนสนใจตามรู้เท่าไรนัก แต่ก่อนตอนเป็นหนุ่มก็ติดตามอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนแปลง แนวคิดจากโมเดร์นเป็นโพสต์โมเดอร์น เพราะมีโอกาสได้สอน วิชา design criteria and concepts ตอนหลังโดนเขาถีบไปสอน วิชา cons. เลยไม่ได้ติดตาม ครั้นต่อมาไปเรียนต่อ อ่านหนังสือที่ พวกพระเอกสถาปนิกโม้กันไว้ในหนังสือ อ่านทีไรเลี่ยนทุกที พักหลังอ่านแล้วจะอ๊วกแตก เกิดอาการไม่ดีกับสุขภาพมาก เลย หันไปอ่านพวกเรื่อง "วิธีการ" มากแทน ขยายไปอ่านนอกสาขาวิชา อ่านแล้วชอบ เพราะรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นพวก "พหูสูตร" มากขึ้น ได้มาพ่นโม้กับลูกศิษย์ได้แปลกและประหลาดต่างจาก ครูอื่นๆมากขึ้น ..ใครจะงงตั๊ก สับสน ..คิดกันแคบๆ คิดกันแค่ในกะลา ไม่ใช่ธุระของผม..เพราะผมไม่อยากเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าพวกเราสนใจ มาไถ่ถามกัน ก็จะเกิดอารมณ์อยากตามรู้บ้าง เช่นเคยกลับไปอ่านพวกลัทธิดีคอน อ่านแล้วก็ยังมีอาการอ๊วก แบบเดิมๆ เลยไถลไปตามอ่านปรัชญาต้นเรื่องของความคิดดีคอน ก็พอเข้าใจบ้างว่าแนวคิดมันเกิดบ้าบอขึ้นมาได้อย่างไร ส่วนจะ ตามไปรู้เรื่องโม้กันกับพวกนี้ ผมไม่อยากเล่นมากนัก เพราะดูเหมือน จะออกนอกสัจจธรรม ของความเป็น "สับปายะแห่งสถาปัตยกรรม" โดยนัยพุทธศาสนาไปทุกที แล้วห่างไกลในกำพืดไทยของตนเองมากขึ้น เลยต้องหยุดหนังสือพวกนี้ไว้ก่อน มาอ่านปรัชญาอันเป็นต้นตอความคิด โดยเฉพาะปรัชญาหลักของพุทธศาสนา ต้องอ่าน เพราะผมถือเป็น บริบทที่สำคัญยิ่งในความรู้ทั้งหลายที่คนไทยควรรู้กัน ส่วนในแง่วิทยาการเทคโนโลยีก็ชอบอ่านตามรู้ โดยเฉพาะในแง่ "กระบวนการ" หรือ "วิธีการ" ไม่สนใจเรื่อง "ผล" หรือ "เนื้อหา" ที่ปรากฏเป็นสถาปัตยกรรมที่พวกเราชอบจับต้องกัน ผมเชื่อว่า ถ้าเรียนรู้กันเรื่องของ "กระบวนการ" หรือ "วิธีการ" แล้ว โดย เฉพาะในเรื่องทักษะการคิด เช่น การเรียนรู้แบบจินตนาการของ โครงการณ์ (Project-based learning) ที่ต้องเป็นจริง ตรงกับโลกและ ชีวิตที่เป็นจริงในเวลานี้ หรือกระบวนการและวิธีการแก้ปัญหา (Problem-based learning) ที่ใช้ออกแบบสถาปัตยกรรม และก็ต้อง โยงต่อไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงให้ได้ด้วย หรือกระบวน การและวิธีการคิดแบบสืบสวนสอบสวน (Inquiry-based learning) เพื่อการสืบค้นจาก "อะไร" ต่อไปถึงมันเป็นความรู้มาได้ "อย่างไร" หรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจในเรื่อง Virtual Reality นั้น ต่างจาก แบบจำลองความจริงเดิมทั้งหลายหรือแตกต่างจาก ความจริง ในชั้นปรมัตถธรรมของพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร ..ทักษะที่ได้รับ การฝึกฝนกันทำนองนี้ จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญนำไปใช้ในการแสวง หาความรู้ของตนเองได้ตลอดชีวิต ไม่จบกันแค่ในห้องเรียนเท่านั้น และต้องช่วยให้การดำเนินชีวิตทุกคนมีสุขและสมหวังตลอดไป นอก เหนือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เราอาจยึดกันเป็นอาชีพสถาปนิก ทัศนคตินี้ ..น่าจะต้องการหนังสือพวก Educational Innovation ทั้ง หลาย ที่พวกฝรั่งกำลังทำกันในการพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งผมว่าเป็น "ทางตรง" กว่าที่นักการศึกษาไทยกำลังวิ่งไปคนละทาง มนุษย์ที่แสวงหาการเรียนรู้นั้น จะหนีไปไม่พ้นในเรื่องของ "ฉันทะ" อันเป็นรากฐานของ การใฝ่รู้ ..การใฝ่ดี-กระทำดี และ การใฝ่สร้างสรรค์ -เพื่อการสร้างปัญญา การพัฒนาเรื่องฉันทะดังกล่าว จะช่วยพัฒนา ความสุขชนิดใหม่ๆ เกิดชีวิตที่ดีงามตลอดไป การอ่านหนังสือเพื่อ เป้าหมายเช่นนี้ ไม่ว่าหนังสือฝรั่งหรือไทย จัดว่าเป็นการอ่านที่ทำให้ เป็นคนที่จะก้าวหน้าสู่การศึกษา เพื่อการเดินหน้าไปสู่ชีวิตที่ดีงาม ถ้าจะถามว่าผมอ่านหนังสืออะไร โดยเฉพาะหนังสือสถาปัตยกรรม ผมขอบอกว่าจะอ่านหนังสือที่ไม่สนองเพื่อการเสพสม แต่จะอ่านที่ สนองเพื่อการสร้างสรรค์ ..งานคือสุข เพราะจะสมใจเมื่อได้ทำ ไม่ใช่ แค่ใฝ่เสพ อันทำให้งานเป็นทุกข์ เพราะต้องทำ เพื่อจะได้เสพกันอีก หนังสือที่ว่าชื่ออะไรนั้น ไม่สำคัญเท่าหนังสืออะไรที่เราหยิบมาอ่าน แล้วตรงใจเราเพื่อเสพ หรือเพื่อสร้างสรรค์ เราก็จะรู้ได้เอง เมื่ออ่านแล้ว เกิดอาการอ๊วกหรือเกิดอาการเป็นสุขที่ต้องอ่านแล้วอ่านอีก ..ก็ ต้องเลือกกันเอง ..ของใครของมัน ..กินอ่านตามกันไม่ได้ ฯลฯ อ่านที่ผมพล่ามถึงตรงนี้ น่าจะรู้ว่าผมแนะนำควรอ่านหนังสือ ประเภทไหนนะครับ โปรดอย่าตั้งกรอบที่แคบว่าต้องอ่านหนังสือ ภาษาใดภาษาหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดความรู้กันเพียงในกะลา จะ พลาดหนังสือดีๆ ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ แต่ดันตาบอดมองไม่เห็น อ่านเพื่อการเสพ เพื่อตามก้นฝรั่งก็ ต้องตามให้ทันจับก้นฝรั่ง แล้ว ต้องเดินเลยก้นนั้นไปให้ได้ ไม่งั้นจะต้องดมตดฝรั่งไปจนตลอดชีวิต อ่านความเห็นเรื่องหนังสือของผมแล้ว ...แสบๆคันๆกันไม่ครับ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการตอบแบบ ..Inquiry-based learning ..นะครับ อ่านแล้วอ๊วกหรือสร้างสรรค์? โปรดอย่าลืมคติฝรั่งที่ว่า ..... Tell me, I forget ....Show me, I remember ...Let me participate, I understand ...นี่เป็นการจับก้นฝรั่ง หรือดมตดฝรั่งกันแน่..?&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [22 ม.ค. 2546 , 12:51:45 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;Architecture of the Jumping Universe ของCharles Jenck น่าอ่านมากครับ แต่ต้องมีฐานภาษาอังกฤษนิดหน่อย(ไม่นิดแหละ เยอะเลย) และต้องเคยอ่านหนังสือมาเยอะพอสมควร เช่น หนังสือจำพวกปรัชญา ศิลปะ อะไรเงี้ย อืม ถ้าเป็นหนังสือไทยขอแนะนำ สรรพสาระทฤษฎีสถาปัตยกรรม ของ ดร. ฐานิศวร เล่มเล็กๆสีเขียวพกสะดวก สำหรับคนที่ต้องการทำงานสถาปัตยกรรมที่มีเนื้อมีหา น่าจะลองอ่านดู รวมทุกทฤษฎีสถาปัตยกรรมตั้งแต่classicจนdeconไว้ครบ ผมว่านะ น่าจะลองอ่านหนังสือที่ไม่ใช่เกี่ยวกับสถาปัตย์ไว้บ้าง ศึกษางานดนตรี งานศิลปะ งานปรัชญา อะไรไว้เยอะๆก็จะดีนะครับ สถาปัตยกรรม คือ สังคม คือ มนุษย์ครับ ดังนั้นมันจึงน่าจะมีอะไรที่มากกว่าการมานั่งเขียนแบบก่อสร้าง&lt;br /&gt;โดย จญิมโณเภดัย๒ [22 ม.ค. 2546 , 15:28:48 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;หนังสือที่นิสิตแนะนำมา อาจารย์ควรต้องตามไปอ่าน หวังว่าคงมีในห้องสมุดนะครับ จะได้ประหยัดเงินซื้อได้มาก อ่านแล้วถ้าชอบ ก็จะได้ตัดสินใจ ว่าจะซื้อมาไว้เพื่ออ่านซ้ำๆได้สะดวกขึ้นหรือไม่? หนังสือในตู้ของผมขณะนี้ก็มีสะสมไว้มาก ครึ่งหนึ่งจะเป็นหนังสือพวกจิตวิทยาและ ปรัชญามากกว่าหนังสือสถาปัตยกรรมโดยตรง หนังสือของ Charles Jenck เล่มเก่าๆก็พอมี แต่ก็อ่านยังไม่จบเล่ม เกี่ยวกับพวกงาน วิจัยทางสถาปัตยกรรมก็มี ส่วนมากอ่าน ไม่จบสักที ระยะนี้จะว่างคงได้กลับไปตามอ่าน อีก ยิ่งเรื่องที่พวกเราสนใจ ก็ต้องตามไปรู้ทันให้ได้ ครับ ...ขอบคุณที่แนะนำกันมานะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [23 ม.ค. 2546 , 16:49:45 น.]&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-1027450466374292075?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/1027450466374292075/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=1027450466374292075' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/1027450466374292075'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/1027450466374292075'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_6564.html' title='อาจารย์ขาหนูอยากทราบ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgd0civRxI/AAAAAAAABhw/RqtJpBzLAGQ/s72-c/1177061_6700978.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-8187324944323967226</id><published>2009-01-21T23:07:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T23:12:41.196-08:00</updated><title type='text'>ทำไมต้องsite สวยๆ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgcDGCk0zI/AAAAAAAABho/YjfY8DQ-pjM/s1600-h/noname.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294012201460618034" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 179px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgcDGCk0zI/AAAAAAAABho/YjfY8DQ-pjM/s200/noname.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;อยากรู้จังครับ หยั้งบ้านน้ำตกของfrank จริงๆถ้าสถาปนิกคือการสร้างสรรค์ และปากเราพร่ำบอกถึงการรักธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อมและมันก็อยู่ในจิตสำนึก ผมว่าปัจจุบันจะมีสักกี่คนที่มองหาแต่siteที่แย่ สภาพแวดล้อมห่วยมีมลพิษ เพื่อสร้างสรรค์ให้มันดีขึ้น ผมว่าอาชีพเราน่าจะทำอย่างงั้นกันมากกว่ามานั่งชมกันว่า งานนี้siteสวยดีว่ะ น่าสร้าง เวลาทำthesis ก็หาsiteที่มันสวยๆกัน ก็ไม่ผิดนะครับ แต่หากสถาปนิกคือการสร้างสรรค์โลกใบนี้ให้มันดีขึ้น น่าจะลองคิดมุมนี้ดูบ้าง อะไรที่เราเห็นว่ามันสวยด้วยธรรมชาติอยู่แล้ว เราไม่น่าจะไปรบกวนมันนะครับ เพราะผมไม่เคยเห็นอาคารไหนที่จะเข้าและกลมกลืนไปกับธรรมชาติอย่างที่สถาปนิกต่างๆว่าไว้สักหลัง แม้แต่บ้านน้ำตกก็ด้วย อาคารสวยครับ แต่ขัดที่ว่ามันไปคร่อมบนน้ำตก อาจานคืดเห็นยังไงครับ&lt;br /&gt;โดย eps [27 ต.ค. 2545 , 01:30:16 น.]&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ความมีสำนึกและตั้งใจไว้ เพื่อถนอมรักษา และส่งเสริมธรรมชาติของคุณนั้น..ดีครับ ผมขออนุโมทนาด้วย สำหรับเรื่องที่ตั้งสวยๆนั้น ในอเมริกา คงมีมาก ส่วนใหญ่พวกเศรษฐีจะถือครองไว้ได้ ที่ตั้งนี้อยู่ที่ซึ่งเรียก bear run ในมลรัฐเพนซิลเวเนีย ผมเคยติดรถเพื่อนไปดูกัน สวยจริง มีเกร็ด เล่าว่าสถาปนิก ท่านไรท์ไปอยู่ชื่นชมที่นั่นเป็น นาน แล้วเสก็ตรูปร่างภายนอกบ้านเคร่าๆทันที เหมือนบ้านตัวเองที่อยากฟังเสียงน้ำตกตลอดเวลา ตรงนี้ สถาปนิกเราถึงจะซาบซึ้งเหมือนท่านไรท์ ก็ไม่มีทางทำได้ เพราะมักอยู่ในป่าสงวน คนธรรมดา ถือครองมีไม่ได้ นอกจากนักการเมืองชั่ว ซึ่งก็จะ ไม่ค่อยมีบุญได้สถาปนิกดีๆไปช่วยออกแบบให้ ที่ตั้งของบ้านน้ำตกนั้น เจ้าของคือ kauffmann เจ้าของเป็นเศรษฐีมีธุระกิจห้างสรรพสินค้าใน สมัยนั้น เผอิญลูกชายเป็นศิษย์ท่านไรท์ ศรัทธา อาจารย์มาก เลยแนะนำให้พ่อเลือกสถาปนิกท่านนี้ จึงสร้างงานดีๆไว้ให้พวกเราได้ชื่นชมกัน งานนี้เลย ปรากฏในวงการศึกษาสถาปัตยกรรม ครั้นตัวเองตายไป ก็ยกให้เป็นสมบัติของหลวง ผมเลยได้มีโอกาสไปชม แล้วก็ประทับใจ มาเล่าอวดให้คุณฟังกันได้ ส่วนที่ตั้งที่ห่วยแล้วสถาปนิกสร้างให้ดี ก็มีถมไป ส่วนงานเท่าที่ผมทึ่งคืองานปรับปรุงเมืองนิวยอร์ค ที่มีภูมิสภาปนิกผู้มีสายตายาวไกล คือท่าน olmstead บิดาของวิชาภูมิสถาปัตยกรรม ตอนนั้น เป็นเพียงแค่พนักงานจัดสวนของเทศบาล เมืองนิวยอร์ค แต่มองเห็นภัยอุตสาหกรรมที่ จะทำให้บ้านเมืองทัศน์พินาศได้ ถ้าไม่รับแนวคิด โรแมนติกไว้บ้าง เลยต่อสู้เพื่อกันเนื้อที่ของเมือง ให้เป็นสวนใหญ่โตมหึมาไว้เป็น central park ปัจจุบัน เชิดหน้าชูตาให้กับชาวเมืองจนถึงปัจจุบัน ก่อเกิดความคิดของ garden city ไปทั่วอเมริกา เจ้านายไทยไปเห็นเข้าก็เลยเลียนแบบดีๆของเขา มาสร้างสวนลุมพินีให้ไว้กับกรุงเทพฯ ชาวกทม. เลยได้มีปอดใหญ่ไว้ซึมดูดก๊าซพิษได้พอทำเนา จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่ตั้งสวยๆนั้น ก็นับว่าเป็น โชคดีของคนไทย ที่คนถือครองได้ไม่มาก ส่วนมาก บ้านเศรษฐีเลยเป็นที่ตั้งห่วยๆ แถมเจ้าของรสนิยมห่วยด้วย เลยสร้างบ้านแล้วก็ได้ผลห่วย...เท่ไปอีกแบบ เพราะ ไปเน้นบ้านโตคับฟ้า ถือเป็นหน้าตาของความร่ำรวย ของตน แทนที่จะถือเอาธรรมชาติ สถาปนิกก็ไม่แนะนำ เรื่องการเสริมธรรมชาติทดแทนให้ เพราะทำบ้าน โตแล้วจะได้ค่าแบบมาก เลยมักชวนให้บ้าตามเจ้าของ แล้วปล่อยให้ภูมิสถาปนิกออกแบบสวนตกแต่ง แบบกระปิดกระปอย ไอ้ที่จะปลูกหรือหาที่ตั้งที่มี ต้นไม้ใหญ่โตเท่าคนโอบไม่รอบจึงไม่มี จะยุให้ ไปขุดในป่าก็ไม่ได้ หรือได้ ก็ไม่มีเทคโนโลยีแบก มาปลูกได้ ผมเคยเสนอให้จุฬาฯอนุรักษน์ต้นโพธิ์ ก็ไม่เอา ครั้นขู่ว่าถ้าตัดทิ้งไป ผีต้นโพธิ์จะหักคอเอา ก็แค่เชื่อเพียงขอให้ย้ายที่ไปปลูกที่อื่น เลยคงต้น โพธิ์ไว้ได้แค่นี้ ส่วนต้นไม้อื่นโตแค่ลิงโอบ ก็ไม่เอาไว้ ยกให้คนย้ายต้นไม้ไปฉิบ ส่วนไอ้บริเวณเว้นให้ปลูก ต้นไม้ใหญ่ อาจารย์ที่เป็นเจ้าพ่อก็เอาไปจัดสวน หินเสียนิ....เมืองไทยจึงเป็นได้แค่นี้เอง จิตสำนึกของพวกเรา จะสร้างให้เกิดความรักธรรมชาติได้ สิ่งหนึ่งคือหมั่นปลีกตัวเองไปอยู่นอนตามป่าตามเขาบ้าง อาจ ได้ลิ้มรสกลืนความงามธรรมชาติไว้บ้าง แล้วตอนออกแบบ ก็อาจถ่ายออกมาปรากฏในงานได้ เพื่อคนยุคหน้าจะได้จุดธูป บูชาเมื่อสถาปนิกคนนั้นตายไป สำนึกตรงนี้เกิดได้ต้องเริ่ม ที่การมองจิตวิญญาณของมนุษย์เยี่ยงจิตจักรวาลที่มีความ เป็นองค์รวมหรือหนึ่งเดียวกัน อย่าคบกับเจ้าของงาน หรือ พวกนักอุตสาหกรรมโรงงาน ที่มองโลกเป็นเครื่องจักรกล เหมือนเครื่องจักร์ในโรงงานตนที่ซื้อเลี่ยงภาษีมาจากเมือง นอกแล้วพากพูมใจจนไม่เป็นอันกินอันนอน ไม่มีจิตวิญญาณ ของธรรมชาติ อันเป็นดุจมารดาตน (mother nature) คนแบบนี้ ก็อย่าไปคบ อย่าไปส่งเสริมออกแบบให้ อย่าเพียงชอบเศษเงินที่เขา โยนมาให้เพียงเล็กน้อยเป็นค่าแบบ ต้องหัดเป็นสถาปนิกมีจิตใหญ่ จิตแบบจักรวาล คิดใหญ่ คิดใหม่ แล้วทำงานออกแบบเพื่อมวล มนุษย์ชาติทั้งจักรวาล..นีเป็นหลักการวิทยาศาสตร์ใหม่นะครับ คิดกันแบบนี้ ...ใครๆเขาต้องคิดว่าเป็นพวกจิตเพี้ยนไม่สมประกอบ สำหรับปัจจุบัน ..พวกคุณจะทนไหวเหรอ? ..คือเป็นคนจิตใหญ่เขาว่า บ้..บา เป็นคนจิตเล็กเหมือนที่เป็นกันเขาว่า..ดี..ออก ...แล้วจะเอากัน อย่างไรดี....ครับท่าน?&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [28 ต.ค. 2545 , 14:13:03 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;แล้วอาจานคิดอย่าวไรกับทีทมีคนกล่าวว่า สถาปัตยกรรมscaleเล็กๆก็พอแล้ว ครับผมเห็นว่าปัจจุบันใน กทม นี่ก็มีตึกร้างมั่ง สร้างทิ้งไว้มั่ง เยอะแยะ ไอ่ที่มีคนเช่าอยู่ก็ใช่ว่าจะเต็มทุกชั้นทุกตึก แต่ทำไมเราเองแท้ๆกลับชอบมานั่งคำนวนกันให้เจ้าทุนนายทุนฟังว่าต้องสร้างสูงๆเท่านี้ๆชั้น ถึงจะคุ้มทุน แล้วยังทาง กทม เองอีก อนุมัติกันเข้าไป อาจานว่ามันเกิดเพราะทางเจ้าของอย่างเดียวหรือเราไม่มีสำนึกด้วยครับ ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่างานปัจจุบันถ้าไม่ใช้บ้าน สถาปนิกนิยมออกแบบscaleใหญ่กันมากๆ ใหญ่ที่นี้ไม่ใช่แค่สูงนะครับ บางงานไม่สูงแต่แผ่เต็มที่ดินโดยไม่รู้เหมือนกันว่าที่ทำไปกว้างๆนั้นจะใช้ทำอะไร&lt;br /&gt;โดย eps [29 ต.ค. 2545 , 03:32:05 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ต้องขอเลี่ยงไปที่ความหนาแน่นของกิจกรรม ดีกว่าขนาดอาคารในแง่สูงหรือเตี้ย ถ้าเกิด ความเหมาะสมระหว่างขนาดและกิจกรรม ก็น่าจะเป็นข้อคิดหนึ่ง ที่ว่างภายนอกหรือในแง่ ธรรมชาติคงจำเป็น ยิ่งเมืองร้อนไม่มีภัย ธรรมชาติมากเช่นบ้านเมืองเรา กิจกรรมภายนอก ก็จำเป็นไม่น้อยกว่าภายในอาคาร การพิจาณาขนาดอาคารอีกแง่ก็คือเทคโนโลยี ที่เหมาะกับสถานที่ และแง่การลงทุนที่อาจทำ แบบค่อยเป็นค่อยไป พวกอาคารเตี้ยเลยจำเป็น ในแง่นี้ ผมยังเคยลองคิดกับนิสิตถึงการทำโครง การรีสอร์ทที่อัดห้องพักไว้ในตึกสูง พักกันเหมือน บ้านทาร์ซานลอยฟ้า ยกพื้นสูงลอยเหนือต้นไม้ ธรรมชาติในระดับสายตาก็ยังรักษาสภาพธรรม ชาติเดิมไว้เกือบหมด เทคโนโลยีอาคารสูงช่วง กว้างสุดๆ เดี๋ยวนี้ก็ทำได้ รูปลักษณ์อาคารทำเหมือน ตนไม้ยืนต้นประดิษฐ์ได้ ..นี่มองในการใช้ เทคโนโลยีกันสุดๆแพงๆ ..นะครับ ประเด็นเรื่องนี้อยากให้สถาปนิกฉีกหาแนวคิด ที่แปลกและแตกต่างไว้เรื่อยๆ คิดแบบเสนอแบบ ให้สนุกๆ หยิบยื่นประสบการณ์ใหม่ๆให้ผู้ใช้ด้วย อาจเป็นการฝันเฟื่องบ้าง ก็น่าลองนะครับ จินตนาการสถาปนิกเป็นสิ่งที่สังคมอาจมุ่งหวัง ให้พวกเรามีมากๆก็ได้นะครับ ทั้งๆที่แนวคิด เหล่านี้มันโยงใยกันหลายเรื่อง ก็ต้องลองทักทอ กันด้วยนะครับ ..ตั้งจิตไว้ดีมีกุศลจิต ผมว่า ทำอะไรมันก็ต้องดีเป็นบุญกุศลสำหรับผู้อื่นได้ ผมเชื่ออย่างนี้...คิดเรื่องนี้ก็เหนื่อยทุกที...ครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [29 ต.ค. 2545 , 21:23:41 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;site สวยหรือไม่สวย ทำงานยากทั้งคู่นะครับ บางครั้ง site ที่สวยมากๆ สถาปนิกก็จำเป็นต้องมีสายตาแหลมคมในการจับเอาข้อดีที่ยังถูกซ่อนอยู่ออกมาเผยให้เห็น ในขณะที่ site ไม่สวยแต่ทำให้สวย อารมณ์ยากก็คล้ายกัน คือ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส แต่ที่ง่ายก็คือ nothing to lose ส่วนตัวแล้วทำงานคละเคล้ากันไป ทำให้ได้ลับสมองในภาวะที่สถานการณ์ของsite แตกต่าง ดีที่สุดครับ&lt;br /&gt;โดย ruzzian [1 พ.ย. 2545 , 00:24:52 น&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-8187324944323967226?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/8187324944323967226/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=8187324944323967226' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/8187324944323967226'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/8187324944323967226'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/site.html' title='ทำไมต้องsite สวยๆ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgcDGCk0zI/AAAAAAAABho/YjfY8DQ-pjM/s72-c/noname.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-973334552983777778</id><published>2009-01-21T22:59:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T23:06:24.496-08:00</updated><title type='text'>ยิ่งเห็นอะไรมาก ก็ยิ่งรู้ว่ามีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรครับ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgakpXm4bI/AAAAAAAABhg/1sF3uskbKd0/s1600-h/1177061_6700997.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294010578856501682" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 133px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgakpXm4bI/AAAAAAAABhg/1sF3uskbKd0/s200/1177061_6700997.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;มีอีกหลายสิ่งที่น่าเรียนรู้ แค่เฉพาะในห้องเรียนก็ไม่น้อยแล้ว เรื่องเพื่อน-สังคม- ครอบครัว และสิ่งที่ตัวเองสนอีก อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียนโดยตรง แต่มันเกี่ยวกับการใช้ชีวิต จะใช้เวลาอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด ให้ทุกเวลาคือเรียนรู้ ให้ทุกเวลาได้รับผิดชอบต่อครอบครัว-เพื่อน-สังคม&lt;br /&gt;โดย SnITT [25 พ.ย. 2545 , 22:39:14 น.]&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ผมเคยเอาเรื่องชีวิตคือการเรียนรู้ ที่ผู้อื่นเขียนไว้ ส่วนตัวเห็นว่าดีเลย เอามาฝากพิจารณากัน เยี่ยงกัลยาณมิตร การเรียนรู้นั้นมีลักษณะของการเชื่อมโยง กันหมดทั้งตัวเองและต่อครอบครับ คนใกล้ชิด ขยายไปจนระดับสังคมที่เรามีโอกาสต้องเข้าไปโยงใย ขนาดขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์อย่างสมดุลป์ที่เราสร้างขึ้น เช่นมีครอบครัวที่เป็นสุข ก็เพราะเรารักษาสหสัมพันธ์ ที่สมดุลป์ ถูกต้อง และเกื้อกูลกัน ขจัดอุปสรรค ที่จะมาทำให้เสียศูนย์ การเรียนรู้ในโรงเรียนก็ เช่นกัน เหมือนๆกับขอบเขตในระดับสังคม หรือที่มี ขนาดใหญ่กว่า จนถึงระดับจักรวาลที่เป็นองค์รวม พระพุทธเจ้าจึงได้ชื่อว่าเป็น "สัพพัญญู" คือผู้รู้แจ้ง รู้จริง รู้ทั่ว รู้หมดสิ้น ว่าจักรวาลคืออะไร เป็นเช่นไร รู้ตั้งแต่ตัวตนจนถึงสหสัมพันธ์ของจักรวาลนั่นเอง คำสอน หรือธรรมะจึงครอบคลุมทุกๆเรื่อง มีประโยชน์ให้ เราทุกคนดำเนินรอยตามได้ เพราะสิ่งที่ท่านค้นพบ คือธรรมชาติของสรรพสิ่ง หรือจักรวาลนั่นเองครับ โปรดอย่าเชื่อ..แต่ก็อย่าปฏิเสธ ..และก็ต้องศึกษาพิจารณาเรื่องนี้ กันไป อาจตลอดทั้งชีวิตนี้ของเราก็ได้ ..ถ้าเผอิญไม่มีอะไร มาชนโลกให้พินาศเสีบก่อน เหตุปัจจัยเพราะอัตตามนุษย์ มันดันใหญ่โตกันจนถึงระดับไดโนเสาว์ ที่ทำให้สมดุลป์โลก เสียศูนย์ จักรวาลเลยต้องปรับตัวเองเสียใหม่ ตามหลักความสมดุลป์ หรือทางสายกลาง ที่เป็น กฏของธรรมชาตินั่นเอง .....ครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [27 พ.ย. 2545 , 10:25:30 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ลองอ่านหัวข้อ "ชีวิตคือการศึกษา" เป็นกระทู้ข้างล่างในเว็บบอร์ดนี้ นะครับ ..น่าจะเกี่ยวข้องกับคำถาม&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [27 พ.ย. 2545 , 10:33:23 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ศาสตร์ ของ โลก เรียนอย่างไรก็ไม่จบหรอก&lt;br /&gt;โดย ever [27 พ.ย. 2545 , 11:54:21 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;ในทางธรรม..ที่สุดของโลกคือการรู้เท่าทัน ของกิเลสในตัวเรา โลกนั้นเป็นเรื่องสมมติ โดนปรุงแต่งด้วยอุปทานขันธ์จนกลายเป็นกิเลส ต้องเรียนโน่นเรียนนี่ โดยไม่เรียนรู้ตนเองไปด้วย เรียนอย่างนี้เรียนเท่าไรก็ไม่จบจริงๆ เพราะ ลืมเรียนเรื่องของตนเอง จึงไม่รู้เท่าทัน จึงเรียนไม่จบ การเรียนให้จบสิ้นของโลก คือการเรียนเพื่อรู้แจ้ง รู้จริง รู้เหตุปัจจัยที่เกิดโลก สุดท้ายรู้ว่าเกิดจาก กิเลสนั่นเอง รู้เหตุปัจจัยที่ก่อตัวของกิเลส เช่น ความอยากมี อยากได้ อยากรู้ อยากต่ออะไรๆ ฯลฯ ถ้าอยากลดละให้หมดสิ้นของกิเลส ก็ต้องทำให้หมดสิ้น ที่เหตุปัจจัยในเรื่องนั้นๆ การเรียนรู้โลกก็จะจบ เพราะหมดเหตุปัจจัย ที่เป็นสิ่งทำให้เกิดโลก หรือเรื่องสมมติทั้งหลาย ที่มีกันมากมายเหลือคณานับ อันเกิดจากอวิชชา ทั้งสิ้น เพราะไม่มีปัญญา จึงขวนขวายหาสิ่งที่ไม่รู้ แล้วทึกทักว่ารู้ เลยกลายเป็นความไม่รู้ที่ทำให้โลก ดำรงอยู่อย่างที่เป็นปัจจุบันนี้เอง ..ครับ ผมเองพูดมาก็ยังไม่รู้ แต่ดันนึกว่าจะรู้ ก็ยัง เรียนรู้ทางโลกยังไม่จบ ..อย่างที่คุณว่ามาแหละ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [28 พ.ย. 2545 , 15:37:27 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ใช่ครับสำหรับความคิดที่ว่า ศาสตร์ของโลกเรียนยังใงก็ไม่จบ ถ้าเราลองย้อนมาดูตัวศาสตร์เองแล้ว มันมีจุดเริ่มมาจากอะไร มันมีจุดเริ่มมาจากการสังเกตุสังกา การคิดใคร่ครวญ การวิเคราะห์เหตุและผล ทุกๆปรัชญาชี้ไปในทางเดียวกันว่าทุกสิ่ง เป็นธรรมชาติมีกฎเกณฑ์ของมัน แม้แต่ตัวมนูษย์ผู้มีสติปัญญา เผ่าพันธ์ที่อยู่เหนือทุกสิ่งในธรรมชาติ ก็ยังต้องมีกฎเกณฑ์ แต่ก็ยังมีมนุษย์บางชนิด ที่เห็นแก่ตัวมองเห็นแต่พวกของตัวเอง ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาเพื่อการตอบสนอง อารมณ์และความต้องการพรรคพวกของตัวเอง ผลของมันเลวร้ายส่งผลถึงระดับโลก ทุกสิ่งในโลกจึงไม่ยอมรับและ กำลังมีการตอบโตการกระทำ ของพวกมนุษย์เหล่านั้น ศาสตร์ที่มนุษย์ รู้เกี่ยวกับพวกมันเพียงเล็กน้อยแล้ว บังอาจมาใช้ในการควบคุมพวกมัน จึงย้อนกลับมาทำลายมนุษย์เอง เช่นสภาวะวิกฤตของโลกในปัจจุบัน มันเกิดจากการใช้ความรุ้ที่ปราศจาก สติ การยั้งคิด การรับผิดชอบ ใช่ใหมครับ ถ้าสมมติว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่สอน การใช้สติ การยั้งคิด และการรับผิดชอบ ให้กับมวลมนุษย์คุณคิดว่ามันพอเพียงหรือไม่ แล้วถ้าหนังสือเล่มนั้นมีจริงคุณจะอ่านมันไหม หนังสือเล่มนั้นเผยและชี้นำมนุษย์ไปสู่ความจริง ทุกสิ่งในจักรวาลมีคำตอบอยู่ในมัน แต่งขึ้นมาเพื่อเป็นแบบแปลนในการอยู่อาศัย และใช้ชีวิตให้เข้ากับจักรวาลนี้ได้อย่างมีความสุข แต่งขึ้นโดยผู้ที่สร้างจักรวาลนี้เอง ชื่อของมันคือ อัลกุรอาน ในนามแห่งอัลลอฮผู้ทรงกรุณาประณี ต่อทุกสรรพสิ่งในเอกภพนี้ และเมตตาเฉพาะผู้ที่เชื่อมั่นในอัลลอฮ ในโลกที่แท้จริงคือปรโลก จงอ่าน ในนามของผู้บริหารให้การดูแลจักรวาล ผู้ทรงสร้าง&lt;br /&gt;โดย คำตอบของผู้สร้างโลก [29 พ.ย. 2545 , 17:45:37 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 6&lt;br /&gt;ตำราที่กล่าวอ้างนั้น ผมว่าน่าสนใจ และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ชี้นำเราไปสู่ปัญญาได้ คำสอนในศาสนาอิสลามย่อมต้องยอมรับและนับถือ ในคุณค่าความรู้ที่ค้นพบไว้ เพราะมีชาวโลก จำนวนไม่น้อยที่ยอมรับกัน ถ้ามีความเข้าใจ ตรงกันมากๆ การเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ก็ย่อมสร้างภาวะสมดุลย์ได้ง่ายขึ้น เผอิญผมเกิดมาและได้การรับรู้ในบริบท ของพุทธศาสนา ผมจึงเรียนรู้ในเรื่องของพุทธศาสนา ซึ่งผมคิดว่า ไม่ว่าเราจะเรียนรู้ในบริบทไหน ของศาสนาใด สุดท้ายถ้าเป็นความจริงแท้ ก็ย่อมต้องโยงใยไปสู่เรื่องเดียวกัน อุปมา เหมือนภาษาที่ใช้สื่อความเข้าใจของมนุษย์ทั้งโลก ผู้รู้ในศาสนาทั้งหลาย ถ้าร่วมกันสื่อปัญญาให้ กันและกัน โลกก็จะเกิดสันติสุขได้แน่นอน แต่เพราะกิเลสตัณหา ทำให้มีผู้ใช้ศาสนาไปใช้ ในทางที่ผิด สร้างความแบ่งแยก ความขัดแย้ง เลยทำให้โลกทั้งใบเสียสมดุลย์ จึงวิกฤติขึ้นเรื่อยๆ ผมเองก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะสิ้นสุดกันเมื่อใด แต่อย่างไรก็ช่างเถอะ มาร่วมกันสร้างความสมดุลย์ ในจักรวาลของตัวเราเองกันก่อน ผมว่าความสมดุลย์ ก็จะขยายตัวไปได้เอง เพราะการมีทรรศนะคติแบบนี้ มันหมายถึงจักรวาลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งในตัวเรา และภายนอกรอบตัวเราครับ ยินดีที่ได้คุยและรับรู้เรื่อง "พระเจ้า" ของศาสนาอื่น ดีใจที่เราพอคุยกันรู้เรื่องในเรื่องที่ยากจะเข้าใจ ในภาษา แต่ผลคือทำให้เกิดสันติภาพในจิตใจ ของเราแต่ละคนได้ครับ ..แล้วจะหมั่นศึกษา มาแลกเปลี่ยนความเข้าใจซึงกันและกันครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [30 พ.ย. 2545 , 09:43:18 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-973334552983777778?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/973334552983777778/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=973334552983777778' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/973334552983777778'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/973334552983777778'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_7687.html' title='ยิ่งเห็นอะไรมาก ก็ยิ่งรู้ว่ามีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรครับ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgakpXm4bI/AAAAAAAABhg/1sF3uskbKd0/s72-c/1177061_6700997.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-7732106250675225386</id><published>2009-01-21T22:49:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T22:55:51.315-08:00</updated><title type='text'>Deconstruction of Love</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgYJd4z_hI/AAAAAAAABhY/rGZuc4Pupqk/s1600-h/1177061_6701114.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294007912894823954" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 133px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgYJd4z_hI/AAAAAAAABhY/rGZuc4Pupqk/s200/1177061_6701114.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;Deconstructionคือการไม่ยึดติดกับคู่ตรงข้ามทางโลก ขาว-ดำ สวย-น่าเกลียด สูง-ต่ำ... ทำไมต้องสวย สวยคืออะไร ความสุนทรีย์หาใช่แค่ความสวยงามไม่ ความน่าเกลียดสุนทรีย์เช่นกัน Deconให้โอกาสทั้งคู่ให้เกิดขึ้นพอๆกัน รู้หรือไม่ คนเราก็โหยหาความ'น่าเกลียด'อยู่ลึกๆ แต่เราถูกภาพลวงหลอกเอาให้ชื่มชมเฉพาะคู่ที่ดูสวยงาม ดูสิ แม้แต่ตอนเราเกิดออกจากครรภ์ ก็หาได้ออกมาอย่างสวยงามราวมาจากสวรรค์ไม่ ถ้าเราทุกคนสามารถก้าวข้ามขอบเขตจำกัดแห่งโลกธรรมนี้ได้ โลกก็คงดีงามขี้น คนเราก็จะเลิกมองคนอื่นที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะสวยจะ=น่าเกลียด แต่จะหันไปชื่มชมสิ่งที่อยู่ภายในปัจเจก และเป็นไปได้หรือไม่ ที่เมื่อนั้น ประตูแห่งโลกอภิปรัชญาจะเปิดออก เราทุกคนจะเข้าสู่สภาวะตรัสรู้ เราทุกคนจะสามารถก้าวผ่านประตูนี้ ไปพบคำตอบว่า ทำไมเด็ดดอกไม้ถึงกระทบดวงดาว หรือทำไมผีเสื้อถีงทำให้เกิดพายุ พลังแห่งความรักอันบริสุทธิ์ไร้ซี่งกายปัจจัยจะเป็นกุญแจสู่ความลี้ลับที่เราต่างเฝ้าค้นหา... โอ้ ช่างน่าอัศจรรย์เสียนี่กระไร&lt;br /&gt;โดย จญิมโณเภดัย ๒ [28 ธ.ค. 2545 , 02:49:18 น.]&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ถ้าคุณ ... เป็นคนเขียนเอง ฉันเชื่อว่า คุณ ... น่าสนใจมากทีเดียว ชอบ ๆๆๆ ... ((บทความ))&lt;br /&gt;โดย ar33 [29 ธ.ค. 2545 , 23:12:51 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ไม่ได้เขียนเองครับ แต่ใช้จิตใจเขียน ใช้จิตใจที่ลอยอยู่บนฟ้า มองหาดาวพราวแพรวแล้วมองน้ำ ฉ่ำลำจิตก่อเกิดกำเนิดฝัน ทันใดนั้นใจก็พลันสรรค์ทัศนะ ละจากแบบแนบดินสอก่อเกิดความ เหวย ชักเพี้ยนซะแล้วววว จบ&lt;br /&gt;โดย จญิมโณเภดัยar38 [30 ธ.ค. 2545 , 22:04:22 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;เขียนได้ไพเราะดี ฝึกไว้เรื่อยๆนะครับ ฝึกระบายความคิดโดยการเขียน ดีกว่าไประบายอารมณ์ทางอื่น .. เรื่องปรัชญาของ deconstruction ในแง่ความคิดสองขั้ว ที่ไม่ควรยึดถือ เพราะเป็นเรื่องครือๆกัน ทำนองหนังจีน กำลังภายในที่ กิมย้ง ประพันธ์ไว้ในเรื่อง มังกรหยก ทำให้แยกกันไม่ออกระหว่าง ธรรมะกับอธรรม หรือ เทพกับมาร ผมเองก็ว่า..เป็นความช่างคิดที่เข้าท่า ..แต่ ไม่น่าจะเข้าที ในแง่คำสอนทางพุทธศาสนา ในแง่สมมติ บัญญัติ จะหมายคำไปในแง่ใดก็ได้ เพราะจิตปุถุชนที่ เปื้อนกิเลส ก็ย่อมเห็นในสิ่งที่ต่างไม่ต่างกันนักหรอก แต่ในแง่ปรมัตต์ธรรมนั้น ต่างกันแน่นอน เช่นคนมีกุศลจิต จิตที่ไม่มีอาสวะของกิเลส ย่อมต่างจากคนที่มีอกุศลจิต แน่นอน ความงามในจิตของพระอริยะ ไม่มีวันเป็นเช่นเดียวกันกับความงามในจิตของปุถุชน เพราะมันอยู่กัน คนละมิติกันครับ ประเด็นอยู่ที่เจ้าของปรัชญาดีคอน รู้เรื่องปรมัตต์ธรรมหรือ? ซึ่งในแง่หนึ่งความคิดสองขั้วนั้นก็ไม่น่าจะมี เช่น ทาง ปรมัตต์ธรรมระบุว่า มนุษย์นั้นเหมือนกันทั่ว เพราะ ประกอบด้วยธาตุสี่ คือ ดินน้ำ ลม ไฟ เป็นวัตถุที่มีองค์ ประกอบเหมือนกัน แต่เพราะความเป็นมนุษย์ มันไม่เป็น แค่สังขารธาตุอย่างเดียว ดันมี จิต เป็นตัวสร้างความต่าง มีความปรุงแต่งเป็นเหตุปัจจัย ให้ต้องมีความต่างกัน จึง ต้องแยกแยะขั้วต่างที่ไม่เหมือนกันให้ชัดเจน ไม่งั้น สอนกันให้เกิดปัญญาไม่ได้ ยกเว้นในกรณีของคนที่ บรรลุธรรมชั้นระดับพระอรหันต์ในพุทธศาสนา ที่ได้ ปัญญาสูงสุดแล้ว ความต่างใดๆไม่มีในชั้นปรมัตต์ธรรม แต่ในแง่สังขารหรือกริยาที่ปรากฏก็ยังมีความต่าง เช่น อ้วนหรือผอม สูงหรือต่ำ ฯลฯ แต่ในจิตนั้นไม่มี เพราะ เป็นจิตที่อยู่ในมิติหรือระดับที่หมดอาสวะของกิเลสทั้งสิ้น คนมีจิตในระดับนี้ คงไม่มาเกลือกกลั้วกับ การออกแบบ เล่นโวหารปรัชญา เพื่อเอางาน เอาค่าออกแบบละมัง เพราะฉะนั้น การละเว้นเรื่องความเป็นสองขั้ว จึงเป็นการเรียนรู้ที่ยังไม่ครบ หรือไม่ก็เล่นโวหารเพื่อผลทางธุระกิจ การออกแบบเท่านั้น ..ผมเองทีแรก ก็พยายามดูว่าสถาปนิก แปลงโวหารนี้ในเรื่องรูปธรรมทางสถาปัตยกรรมกันอย่างไร ดูเท่าไรก็ไม่อินสักที อาจเป็นเพราะแก่ชราแล้ว สมองมันแข็งตัว ไม่เชื่อใครง่ายต่อไปอีกแล้ว ตอนอ่านแปลเรื่องดีคอนของนาย Tshumi หรือ นาย Eisenman ก็ไม่เกิด "ซาโตริ" (ฌานหลุดพ้น ของนิกายเซน) สักที ขณะนี้กลับสนใจสถาปัตยกรรมเพื่อความ สงัด สถาปัตยกรรมที่เห็นแล้วพบสมาธิในจิต ทำให้เกิดจิตที่ บริสุทธิ์ผ่องใส ปรัชญาแบบนี้อาจเข้าใจและรู้สึกได้ง่ายหน่อย เพราะอาจเหมาะกับวัยผมที่กำลังต้องการละมัง .. จะเกี่ยวข้องกับความคิดสองขั้วสำหรับ Deconstruction of Love ไหมเนี่ย ...Happy New Year ..ครับ ปีใหม่แล้วเลยค่อนไปทางธรรมะธรรมโม เอามากๆทีเดียว&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [31 ธ.ค. 2545 , 12:25:17 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-7732106250675225386?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/7732106250675225386/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=7732106250675225386' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/7732106250675225386'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/7732106250675225386'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/deconstruction-of-love.html' title='Deconstruction of Love'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgYJd4z_hI/AAAAAAAABhY/rGZuc4Pupqk/s72-c/1177061_6701114.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-2365223164352909608</id><published>2009-01-21T22:41:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T22:47:01.105-08:00</updated><title type='text'>วิศวะ เปนไรกะถาปัต</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgV_7GZYdI/AAAAAAAABhQ/rF8KP2wWj9M/s1600-h/image001.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294005549914481106" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 146px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgV_7GZYdI/AAAAAAAABhQ/rF8KP2wWj9M/s200/image001.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; รุสึกจะอคติจริง วิศวะมีวิชาที่มาเรียนของถาปัตบ้างหรือไม่ มีอะไรบอกมาตรงๆดีกว่า จีบสาวไม่สู้ละสิ 555&lt;br /&gt;โดย kid [7 ธ.ค. 2545 , 22:28:10 น.]&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ไม่มีอารายในกอไผ่ดอก แค่วิปัสนากันตามวัย&lt;br /&gt;โดย 789 [8 ธ.ค. 2545 , 02:10:15 น.] &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;กั๊กๆๆๆ ตอนสมัยนู่นก็มีหลายเรื่องที่เคยพูดอะไรทำนองนี้(ไม่ใขเรื่องนี้นะ) .....ทำไมคนอื่นถึงขำกันจัง ...เข้าใจแล้วจ้า....5555&lt;br /&gt;โดย ถาปัดล้มแล้วลุก สู้ตลอด..55 [8 ธ.ค. 2545 , 10:27:52 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ก่อนจะเป็นผลให้เก็บเกี่ยว ชาวสวนไม่ได้ให้ความสำคัญที่ส่วนใดส่วนหนึ่งทุมเทเฉพาะด้าน แต่ได้สนใจและใส่ใจในทุกๆปัจจัยที่ทำให้เกิดผลที่งดงามได้ .... ทุกคนต่างเป็นฟันเฟืองของกันและกัน จึงเกิดเป็นสังคม .....ถ้าเฟืองตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเคารพในเฟืองตัวอื่น กลไกต่างก็ไม่สามารถส่งผลผลิตที่ดีงามได้&lt;br /&gt;โดย ถาปัดอีกรอบ [8 ธ.ค. 2545 , 10:43:12 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;สายพันธ์วิชาสถาปัตยกรรม จะว่าไปแล้ว แยกหน่อออกมาจากวิชาวิศวกรรมโยธา ในประเทศเกาหลี ยังคงเป็นการศึกษาร่วมกัน แต่ของเราขณะนี้ รู้สึกว่าแบ่งแยกจนเกินไป กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีคนเรียนจบวิศวกรรมแล้ว มาสอบเอ็นเรียนสถาปัตย์เอาอีกปริญญา ก็มี แล้วออกไปทำอาชีพออกแบบและก่อสร้างได้ครบวงจรมากขึ้น เพื่อนผมในรุ่น ทนเสียดายวิชาฟิสิกส์ที่เคยชอบไม่ได้ เรียนสถาปัตย์ได้หน่อย ก็หนีกลับไปเรียนวิศวกรรมอีก เรื่องสถาปัตย์และวิศวะเลยแยกกันไม่ค่อยได้หรอกครับ เพราะดันเป็นญาติพี่น้องกันมาก่อน ตัดกันไม่ขาด ผมเองยังสนับสนุนให้มีครูที่จบทางวิศวะ เป็นครู ประจำคณะเรา ซึ่ง เราเองก็จะได้รู้เรื่องโครงสร้างมากขึ้น ส่วนเขาที่เป็นวิศวกรก็จะสนใจการออกแบบโครงสร้างด้วย ทำงานด้วยกันในคณะ รูปแบบสถาปัตยกรรมก็น่า จะก้าวหน้าได้ไกลกว่านี้ ผมนั้นจนใจในความร่วมกัน ที่ยังไงก็ไม่เกิดขึ้นได้สักที ซ้ำร้ายดันแยกแขนง ออกกันไปมากขึ้นเรื่อย จนเหมือนเป็นเรื่องตัวใครตัวมัน นี่ก็ดีใจ ที่อจ.ดร.สุนทร นำเอาวิชาสถาปัตย์ไปเกี่ยว กับวิศวกรรมในด้านเท็คโนโลยี หรือเรื่องพลังงาน มากขึ้น เรียนรู้เรื่องการคำนวณกันมากขึ้น โครงการ บ้าน "ชีวาทิตย์" จึงเกิดขึ้นตามที่ผมลอกเอามาเชียร์ไว้ เคยเอาไปอวดคุยกับอจ.ที่คณะเราบางคน กลับแย้งว่า นั่นเป็นเรื่องวิชาวิศวะ ผมเองก็อ่อนใจที่ดันคิดกันอย่างนี้ สำหรับพวกเรานอกจากคอยไล่จีบหญิงแข่งกับพวกวิศวะแล้ว ก็น่าจะคบกันไว้บ้าง และแลกเปลี่ยนความรู้กันไว้ด้วย ก็จะช่วยงานอาชีพที่เราจะทำได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งถ้าได้ภรรยา หรือสามีเป็นวิศวะก็น่ายินดีกัน..นะครับ ยังไงแต่งงานกันในแบบเครือญาติลักษณะนี้ ลูกหลานที่เกิดมา ไม่น่าเป็นเด็กอีเดียดเเสมอไป หรอกนะครับ..ท่านครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [22 ธ.ค. 2545 , 14:27:18 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-2365223164352909608?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/2365223164352909608/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=2365223164352909608' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/2365223164352909608'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/2365223164352909608'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_4620.html' title='วิศวะ เปนไรกะถาปัต'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgV_7GZYdI/AAAAAAAABhQ/rF8KP2wWj9M/s72-c/image001.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-3005768018523149547</id><published>2009-01-21T22:33:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T22:38:36.474-08:00</updated><title type='text'>เรื่องของเวลาและการส่งงาน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgUQBAvC5I/AAAAAAAABhI/7xW4tpSaIuQ/s1600-h/image007.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294003627355999122" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 190px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgUQBAvC5I/AAAAAAAABhI/7xW4tpSaIuQ/s200/image007.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมว่าบางที่ทฤษฎีสัมพันธภาพอาจจะช่วยอธิบายถึงการส่งงานlateหรือเข้าเรียนช้าของเราชาวนิสิตได้นะครับ คือว่า ท่านอาจารย์ทั้งหลายนำเวลาจากไหนมาใช้เป็นมาตรฐานครับ ในเมื่อเวลาเป็นสัมพัทย์(relative)ไม่ใช่สัมบูรณ์(absolute)... เป็นไปได้ไหมครับ ว่ายิ่งผมวิ่งมาส่งงาน(หรือเข้าเรียน)ด้วยความเร็วที่สูงกว่าอาจารย์ที่นั่งดูนาฬิกาอยู่เฉยๆ จึงทำให้เวลาในมิติกรอบอ้างอิงของผม เดินช้ากว่าของอาจารย์ นั่นทำให้เมื่อผมมาส่งงาน นาฬิกาของผมก็ตรงเวลา แต่อาจารย์กลับว่าlate น่าคิดนะครับ น่าคิด...(o_O )&lt;br /&gt;โดย จญิมโณเภดัย 2 [6 ธ.ค. 2545 , 21:53:58 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;เห็นด้วยกับความช่างคิด ที่เอาทฤษฎีวิทยาศาสตร์ มาโต้แย้งกับการส่งงานช้ากว่ากำหนด แต่อาจเป็นวิธีคิด...แบบศรีธนญชัย แม้มีเหตุผล(ที่ต่าง proposition กัน) ที่อาจอ้างคนละเรื่องกัน เช่นควรอ้าง ที่ส่งงานช้า เพราะรถติด ตื่นนอนสาย ฯลฯ เอาแบบเซื่องๆดีกว่าทางิวชาการสูง หรือเล่นโวหารปรมัตต์ธรรม ที่บางที อาจารย์อาจไม่รู้เรื่อง เลยโกรธเอาว่า คุณมาอวดฉลาดกว่าอาจารย์ ความเชื่อมโยงของกฏการส่งงานตรงกำหนด มันอยู่ที่ความพร้อมเพรียง การรวมงาน ในเวลาที่ต้องทำงานร่วมกัน ในสภาพการณ์ บางอย่างทำงานต่างเวลากันจะไม่เป็นผล เช่นเมื่อลูกค้าต้องการแบบของสถาปนิก เขาอาจมีเงื่อนไขเวลา ถ้าเราส่งแบบเขาช้า ก็อาจเป็นปัญหากับเขาได้ในภาระกิจของเขา ทางคณะฯเลยอาจฝึกฝนเรื่องนี้ให้พวกเราตระหนัก แต่นั่นแหละงานสถาปนิกเป็นงานสร้างสรรค์ บางทีอยากทำงานให้ดี ก็เลยลืมเวลาไปหน่อย ผมเองตอนเป็นนิสิต ก็ส่งงานช้าเสมอ แต่ใช้ วิธีขอผ่อนผันจากอาจารย์ โดยแสดงการรักเรียน และเคารพคำตักเตือนอาจารย์มาเสมอๆ พระเจ้าก็ดลใจอาจารย์ให้อภัยเป็นบางครั้ง แต่ถ้าผมกลับไปเป็นคุณได้ตอนนี้ ผมจะตรงและ รักษาเวลาให้เที่ยง เพราะการไม่ตรงเวลา ทำให้ผมหลุดความเชื่อมโยงที่เป็นโยงใยดีๆไปเยอะ บางโอกาศเพราะหลุดเวลาที่นัดหมาย กลับกลายไป โยงกับอีกวงจร ทำให้ชีวิตบัดซบไปได้เลยก็มี ผมอยากสรุปว่า นึกเสียว่าพระเจ้านัดพบเราเวลาไหน ก็ไปพบท่านเวลานั้น อย่าให้ท่านรอ เพราะท่านยังมีนัด กับคนอื่นที่รอขึ้นสวรรค์อีกมากมาย...ครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [7 ธ.ค. 2545 , 10:53:20 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;time flies while u havin fun gal; times up when u work like a dog salut........&lt;br /&gt;โดย greendaY [7 ธ.ค. 2545 , 22:29:51 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;พรุ่งนี้ไม่เคยมาถึง เราต่างมีวันนี้ นาทีนี้ และวินาทีนี้เท่านั้น หลายครั้งที่เราบอก กับตัวเองว่า "พรุ่งนี้" พรุ่งนี้ค่อยทำ พรุ่งนี้ฉันจะรักเธอ พรุ่งนี้ฉันจะฝึกสมาธิ พรุ่งนี้ฉันจะกินมังสวิรัติ พรุ่งนี้ฉันจะเลิกบุหรี่ พรุ่งนี้ฉันจะขอโทษเขา พรุ่งให้อภัย สารพัดสารพันพรุ่งนี้.... แต่ พรุ่งนี้..ไม่เคยมาถึง ในความเป็นจริง เราไม่ได้มีชีวิตอยู่กับวันพรุ่งนี้ เรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้ กับห้วงเวลานี้เท่านั้น ไม่มีใครจะล่วงรู้ได้เลยว่าเสี้ยววินาทีต่อจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้น หากห้วงยามนี้ฉันหลับตาลง และหลับไปอย่างนิจนิรันดร์ คงมีหลายอย่างที่ฉันพลาดไป และไม่ได้ทำในชีวิต หลายครั้งเรารอให้โอกาสมาถึง รอให้วันพรุ่งนี้มาถึง แต่โอกาสไม่มีวันมาถึง วันพรุ่งนี้ไม่เคยมาถึง ทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้น ไม่เพียงแต่เรากำลังหลอกตัวเอง แต่เรากำลังหลอกคนรอบข้าง จริงแล้ว โอกาสอยู่ในมือเราแล้วตอนนี้ เวลานี้ โอกาสอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา และก่อนที่เราจะมาอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ หากได้มองกลับเข้าไปในชีวิต เราชอบที่จะผลัดวันประกันพรุ่งให้กับตัวเองและชีวิต จริงแล้วการผลัดวันประกันพรุ่งเป็นเพียงกลอุบายของจิต-ที่ทำให้เรารู้สึกมีความหวัง แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราพลาดโอกาสไป ในที่สุดเราก็จะมาถึงทางตันของชีวิต คือ "ความตาย" และสุดท้ายแล้วก็ไม่มีโอกาสใดๆ หลงเหลืออีกเลยในชีวิต ทำไมเราไม่ลองคิดว่า เราเหลือเพียงวินาทีสุดท้ายในชีวิต เรากำลังจะตายไปจากโลกนี้ หรือโลกนี้จะแตกดับไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หากคิดเช่นนั้น...ชีวิตเราคงจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง... เราคงจะมีชีวิตอยู่กับ "ชีวิตจริงๆ" ของเรามากขึ้น มากกว่าที่มีชีวิตอยู่กับบ้านหลังใหญ่ หรือหลังต่อไป รถคันใหม่ หรือคันต่อๆ ไป ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงในธนาคาร เก้าอี้ในสำนักงาน ตำแหน่งที่วาดหวัง หรืออยู่กับการเข่นฆ่า แย่งชิงความเป็นใหญ่ หรือการทำสงครามใดๆ ในโลก คนส่วนใหญ่วางแผนการดำเนินชีวิตไว้ราวกับว่า ชีวิตคือสิ่งที่ออกแบบได้ตายตัว และเป็นอมตะนิรันดร์ เขาวางไว้ว่าจะเรียนจบเมื่ออายุ 21 หลังจากนั้นทำงาน เก็บเงินแต่งงานเมื่ออายุ 29 จะมีลูกเมื่อ อายุ 32 แล้วก็จะปลดละวางตัวเองตอนอายุ 50 เสร็จแล้วก็จะเดินทางค้นหาความจริงให้กับชีวิต หรือจะเข้าวัด บ้างก็ว่าจะเดินทางรอบโลก บ้างก็ว่าจะพักผ่อนหาความสุขให้กับชีวิต แต่เราแน่ใจได้หรือว่า วันเหล่านั้นจะมาถึง หรือคุณจะมีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันนั้น ไม่หรอก...มันไม่มี เรามีเพียงวันนี้ และวินาทีนี้เท่านั้น อย่าลังเลที่จะทำอะไร หรือเติมสิ่งดีๆให้ชีวิตเลย การพักผ่อนไม่ใช่จะมีได้เมื่อตอนปลดเกษียณ ฮันนีมูนก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้เฉพาะตอนแต่งงานใหม่ๆ การจะบอกรักใครสักคนก็ไม่ใช่บอกในวันที่เขาลาจากโลกนี้ไปแล้ว หรือบางครั้งเราเองต่างหากที่จะจากโลกนี้ไปก่อนที่จะได้บอกคำนั้นกับใครสักคน การค้นหาความจริงแห่งชีวิตก็เฉกเช่นเดียวกัน มันไม่มีป้ายบอก วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต และวันหมดอายุ มันมีอยู่จริงไม่ว่าเราจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ตาม มีแต่ชีวิตเราต่างหากที่มีวันหมดอายุ หากวันนี้เราคิดที่จะศึกษาหรือค้นหาความจริงแห่งชีวิต ความจริงก็ได้เปิดออกอยู่ตรงหน้าเราแล้ว อย่ารีรออีกเลย เพราะพรุ่งนี้... จะไม่มีวันมาถึง ถ้ามีคนถามผมว่า “ถ้าผมจะต้องตายไปในตอนนี้ ผมจะพลาดอะไรไปในชีวิต” ผมจะตอบว่า “ถ้าผมตายไปในตอนนี้จริงๆ ผมไม่รู้หรอกว่าผมพลาดอะไรไปบ้าง แต่ก่อนตายผมจะถามตัวเอง ที่ผ่านมาผมพลาดอะไรไปบ้าง” ***********&lt;br /&gt;โดย biG illusion [11 ธ.ค. 2545 , 17:14:48 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สาธุ..ไพเราะน่านับถือยิ่งในร้อยกรองบทนี้ อาจเพราะกลั่นมาจากใจ ที่คำนึงถึงอยู่ในขณะนั้น จับความคิดได้ว่า ให้อยู่กับปัจจุบันเข้าไว้แหละดี อย่าพึงเอาแต่ฝันถึงพรุ่งนี้ ที่อาจไม่มีก็ได้ รู้อะไรที่พลาดในอดีต เพื่อทำดีในวันนี้ ฯลฯ สนใจเรื่องเวลา ก็ต้องเติมอ่านมิลินท์ปัญหา ไดอะเล็คติด ในเรื่อง กาล ระหว่างพระนาคะเสน กับพระเจ้ามิลินท์ เป็นเรื่องของพระอภิธรรมฯ ในพุทธศาสนา แต่งเขียนในรูปบทสนทนา ลองอ่านดูนะครับ ...แล้วอาจจะชอบก็ได้นะ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [12 ธ.ค. 2545 , 12:20:42 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-3005768018523149547?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/3005768018523149547/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=3005768018523149547' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/3005768018523149547'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/3005768018523149547'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_1410.html' title='เรื่องของเวลาและการส่งงาน'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgUQBAvC5I/AAAAAAAABhI/7xW4tpSaIuQ/s72-c/image007.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-8435825605462183083</id><published>2009-01-21T22:20:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T22:33:32.075-08:00</updated><title type='text'>วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑...ชวนให้อ่านกัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgSj6bWIDI/AAAAAAAABhA/UM1c6IC2OMw/s1600-h/zenbuddha.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5294001770162692146" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 150px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgSj6bWIDI/AAAAAAAABhA/UM1c6IC2OMw/s200/zenbuddha.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;บางส่วนจาก..วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑..อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ ๒๑ (สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา)..โดย ประเวศ วะสี-๒๕๔๕&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ศตวรรษใหม่ ชีวิตใหม่ โลกใหม่ (สถาปัตยกรรม..ใหม่) สหัสวรรษใหม่ ตามคติโลก นับเป็นนิมิตใหม่ ในช่วงเวลาเปลี่ยนใหญ่เช่นนี้ มนุษย์น่าจะคิดเรื่องใหญ่ๆ การคิดเรื่องใหญ่ได้ มนุษย์ต้องมี จินตนาการใหม่ ซึ่งเป็นจินตนาการใหญ่..ซึ่งจะพามนุษย์ไปได้ไกลที่สุด ไม่ใช่ ความรู้ เพราะความรู้มีข้อจำกัดในแต่ละยุคแต่ละสมัย เช่น สมัยโบราณสุโขทัย ใครจะเชื่อว่ามนุษย์บิน อยู่เหนือเมฆได้ พูดคุยกันข้ามบ้าน ข้ามเมือง ข้ามทวีปได้ เอาความรู้ทั้งหมดในยุคนั้นมารวมกัน ก็ทำไม่ได้เหมือน สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้ เพราะความรู้มีข้อจำกัด..บางสิ่ง ทำได้ แต่บางสิ่งทำไม่ได้ จินตนาการเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในการขยายหรือเพิ่ม ความรู้ให้พ้นข้อจำกัด จินตนาการต้องมาก่อนความรู้ เพราะจินตนาการไม่มีข้อจำกัด ไปได้ไกลสุดเท่าใดก็ได้ จินตนาการจึงเป็นพลังดึงให้เกิดความรู้ที่จะทำสิ่งใดๆให้ได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ดังเช่นคำกล่าวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ว่า.. "Imagination is more important than knowledge" ดังนั้นมนุษย์ในสหัสวรรษใหม่ เพื่อการเปลี่ยนแปลง ที่ดีขึ้น จำเป็นต้องมี จินตนาการใหม่ ..ต้องไม่เป็น จินตนาการเล็ก ..แต่ต้องเป็นจินตนาการใหญ่..ด้วย เพราะ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๑. โลกวิกฤต ..ธรรมชาติโดนกระทบกระเทือน อย่างแรง ป่าไม้โดนทำลายมาก อุตสาหกรรมต่างๆ สร้างมลภาวะให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษมาก โลกร้อนขึ้น ดินเป็นพิษ ต้นน้ำลำธารหมดไป น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูง น้ำจะท่วมอาณาบริเวณที่ต่ำ เมื่อ "พระแม่ธรรมชาติ" (Mother Nature) ป่วยหรือ กำลังตาย มนุษย์ในครรภ์ก็ต้องป่วยและตายด้วย เพราะ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๒. วิกฤตทางสังคม ...มีความแออัด เห็นแก่ตัว แย่งชิง ช่องว่างถ่างออกระหว่างคนจนกับคนรวย ระหว่างประเทศจนกับประเทศรวย ความเป็นชุมชน แตกสลายในแทบทุกระดับ อาชญากรรมและความ รุนแรงมีมากขึ้น มีปัญหายาเสพติด โรคเอดส์ระบาด อย่างหยุดไม่ได้ ..โลกถูกเชื่อมโยงด้วยข้อมูล การค้า การเงินหมดทั่วโลก โลกซับซ้อน หมุนเร็วขึ้น เกิด สภาพโกลาหล (chaos) ได้ง่ายขึ้น เช่นเศรษฐกิจใน ประเทศหนึ่งจะพังครืนในชั่วพริบตาเดียว สังคม ขาดเสถียรภาพ เปลี่ยแปลงเร็ว ระบบประสาทมนุษย์ ทนรับไม่ไหว ทำให้มนุษย์วิกฤต (human crisis) เพราะ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๓. วิกฤตที่ตัวมนุษย์เอง ..คือความเครียด ทำให้เกิดการเสพยาแก้เครียด ยาลดความดันโลหิต ยารักษาแผลในกระเพาะ (ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ขายดีที่สุด) และสุดท้ายพึ่งยาเสพติด พวกกล่อมประสาททั้งหลาย มนุษย์ถูกเร่งในการดำเนินชีวิต เหมือนหนูวิ่งบนสายพาน หรือสุนัขหลุดไปบนทางด่วน แล้วหาทางลงไม่ได้ ก็ต้อง วิ่งจนขาดใจ มนุษย์จะทนไม่ได้ในภวะเดิมที่เป็นอยู่นี้ ภวะเก่าทำให้เราวิกฤตมากขึ้นๆ จะพ้นวิกฤตได้ ต้องเปลี่ยน ภวะหรือภพภูมิใหม่ คือเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ดังที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าว่า ..."We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to suvive" &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;การก้าวพ้นภวะเก่าอันวิกฤต มนุษย์ต้องการ จินตนาการใหม่ อันเป็นจินตนาการใหญ่ จินตนาการใหม่จะทำให้มนุษย์เปลี่ยน จิตสำนึก เปลี่ยนพฤติกรรมและเปลี่ยนความสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมแบบใหม่ อันจักทำให้มนุษย์พ้นวิกฤตทั้งสามได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;จินตนาการใหม่ คือ มนุษย์ทั้งโลกพ้นทุกข์ร่วมกันได้ มนุษย์สามารถร่วมกันสร้างโลกที่ร่มเย็นเป็นสุขได้ กุญแจสำคัญคือ มนุษย์ทั้งโลกต้องมีจิตสำนึกของ ความเป็นทั้งหมดของโลก สันติภาพอยู่ที่การเห็นทั้งหมด ความเป็นโลกเดียวกัน การมองกลับมาที่โลก ยิ่งสูงยิ่งไกล ก็จะเห็นความเป็นทั้งหมดของโลก เกิดจิตสำนึกโลก เปลี่ยนจากจิตสำนึกที่ยึดมั่นในตัวตนได้ เป็นจิตสำนึกใหม่ เป็นจิตสำนึกใหญ่ เป็นจิตสำนึกโลก ... ซึ่งมีทางเลือกอันหลากหลาย ที่มนุษย์ทั้งหมดจะเกิดจิตสำนึกใหม่ แม้ทางเลือกต่างกัน แต่จิตสำนึกใหม่ก็จะพบกันของมนุษย์ทั้งโลก เป็นเส้นทางที่หลากหลาย เปิดกว้าง ไม่คับแคบ ไม่บีบคั้น จึงเป็น เส้นทางที่สามารถเดินไปด้วยความหฤหรรษ์และสนุกสนาน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;โลกหรือธรรมชาติในความเป็นจริง สรรพสิ่งที่รวมกันเป็นธรรมชาติ หรือโลกเดียวนั้น มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันและกันทั้งหมด เป็นลักษณะที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา หมายถึง ความจริงที่ว่า สรรพสิ่งรวมกันจึงเกิดขึ้น อาศัยกัน แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของมัน ทุกสิ่ง เป็นดังเช่นนี้เองเป็นนิรันดร การเข้าปัญญาเพื่อแก้วิกฤต ขจัดอุปสรรคทั้งหลาย คือ ..การรู้อย่างเชื่อมโยงไม่ติดขัด ..The Wholeness ...การคิดอย่างเป็นกลาง ..คิดแบบอิทัปปัจจยตา ทั้งสองประการนี้..มีปฏิสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การรู้อะไรที่ เชื่อมโยงกัน ก็ช่วยการคิดอย่างเป็นกลาง ก็ทำให้รู้ทะลุ ทะลวงเชื่อมโยงโดยไม่ติดขัด เปรียบประดุจ นิวตรอน มีความเป็นกลางสามารถทะลุเครื่องกั้นทั้งปวงได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;อิทะ แปลว่า นี้ ปัจจยตา แปลว่า ความเป็นปัจจัย (หนุนเนื่อง)ให้เกิดนี้&gt;&gt; เป็นกระแสดัง ปฏิจจสมุปบาท ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มี จุดสิ้นสุด กระแสปัจจัยการเป็นมาและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมชาตินิรันดร ..นี่คือความจริงตามธรรมชาติ เป็นกฏแห่งไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง (สิ่งเกิด) อนิจจัง (เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง) อนัตตา (ไม่สิ้นสุด ไม่คงที่ได้ ควบคุมไม่ได้)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ความงามกับการพัฒนาทางจิตวิญญาณ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในความจริงมีความงาม ถ้าเข้าถึงความจริงของสรรพสิ่ง ก็จะประสบความงาม การประสบความงามทำให้เกิด ความสุข ในธรรมชาติของสรรพสิ่งมีความงามอยู่ทั่วไป ความสุขที่ได้สัมผัสกับความงาม พัฒนาจิตใจให้สูงและ เจริญขึ้น ..ความงาม ๑๐ ประการที่ประสบได้ในวิถีชีวิต &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๑. ความงามของธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๒. ศิลปะ เป็นความงามที่มนุษย์สร้างขึ้นควร เพื่อการลดกิเลส &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๓. ความงามในงาน งานที่ทำอย่างประนีต ให้เกิดประโยชน์สำเร็จ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๔. ความงามในความรู้ รู้จริงรู้ทั่วรู้การเชื่อมโยงด้วยกันทั้งหมด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๕. ความงามของจิตใจ พัฒนาให้เจริญในพรมวิหารธรรม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๖. ความงามในวาจา ด้วยปิยวาจา ความจริง วจีสุจริต &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๗. ความงามในการกระทำ ไม่เบียดเบียน มีศิลเป็นความงาม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๘. ความงามในความเป็นชุมชน การรวมตัวเอื้ออาทรกันตามโอกาส &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๙. ความงามในสัญลักษณ์ทางศาสนา ส่งเสริมให้คุณค่าคำสอน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;๑๐. ความงามในสติ(ศีล) สมาธิ และปัญญา เพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งความรู้ .....ฯลฯ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ต้องการอ่านทั้งหมด หาซื้ออ่านได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ นะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [26 ก.ย. 2545 , 12:02:40 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-8435825605462183083?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/8435825605462183083/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=8435825605462183083' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/8435825605462183083'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/8435825605462183083'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_2423.html' title='วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑...ชวนให้อ่านกัน'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgSj6bWIDI/AAAAAAAABhA/UM1c6IC2OMw/s72-c/zenbuddha.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-7998707620018846260</id><published>2009-01-21T22:07:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T22:13:21.509-08:00</updated><title type='text'>คุณครูครับ สงสัยครับ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgOLwYKKAI/AAAAAAAABg4/B3ltn9EUxyU/s1600-h/noname3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293996957101598722" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 150px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgOLwYKKAI/AAAAAAAABg4/B3ltn9EUxyU/s200/noname3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;คุณครูครับ สมมุติว่าได้projectมาแล้วอยากให้ทำออกมาดีที่สุด โดยที่มือไม่ดี จำเป็นรึเปล่าครับที่จะต้องทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการทำproject????แล้วคุณครูแบ่งเวลายังไงครับ&lt;br /&gt;&lt;div&gt;โดย เด็กโง่ [16 มิ.ย. 2546 , 21:08:50 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;หลายคนมีความเชื่อว่า การดำเนินชีวิต ส่วนหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ ในยุคสมัยอุตสาหกรรม ที่เน้น..ปริมาณ&lt;br /&gt;ในการทำงานหรือศึกษาที่มุ่งเน้นสาระที่เจาะจง ก็มักจัดลำดับความสำคัญของงานและวิชาที่เรียน เอาไว้ชัด คือเงินเดือนตามหน้าที่การงาน หรือ หน่วยกิตตามความสำคัญของวิชาที่เจาะจง เช่น วิชา project เป็นสาระวิชาที่สำคัญของการเรียนเพื่อ เป็นสถาปนิก ...เป็นวิชาที่สังเคราะห์เอาวิชารองอื่นๆ มารวมกันในวิชานี้ วิชานี้จึงสำคัญตามบัญญัติกันไว้ แต่จะไร้ความหมายหากไม่เรียนวิชารองๆมาก่อน เพราะวิชานี้เป็นเรื่องการเอาวิชารองต่างๆมาผนวกกัน แล้วสรุปผลการออกแบบในทางปฏิบัติ ..เชิงรูปธรรม&lt;br /&gt;(มีต่ออีกเช่นเคย) &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [18 มิ.ย. 2546 , 12:46:25 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;คิดกันแบบตรรกะธรรมดาๆ ก็มักยึดถือว่า วิชาไหนหรืองาน ไหนสำคัญ ก็ควรทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งนั้นก่อน ..นี่เป็นการคิด แบบแยกส่วนแบบกลไกจักรกล ไม่ใช่แบบองค์รวมแบบมนุษย์&lt;br /&gt;เพราะอย่างที่กล่าวแล้ว วิชา project เรียนรู้ให้ได้ผล ต้องรู้วิชา รองๆอื่นด้วย อาจทึกทักได้ว่า เข้าใจวิชารองๆหรือวิชาประกอบ ได้มากเท่าไร การเรียนรู้วิชา project ก็จะได้ผลได้รวดเร็วเท่านั้น การทุ่มเทเวลาให้บางสิ่งที่สำคัญๆ อาจไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณเวลา ที่ต้องใช้เสมอๆไป หากเผอิญคนๆนั้น มีพื้นฐานวิชารองดีแล้ว ก็อาจเรียนวิชาหลักให้ได้ผลดี และใช้เวลาน้อยกว่าก็ได้ ...นี่เป็น การแย้งให้เห็นว่า ตรรกะหรือเหตุผลแบบเดิมๆ บนกรอบความ คิดแบบแยกส่วน ....ไม่จริงเสมอไป&lt;br /&gt;ที่ว่า...."มือไม่ดี" ..คงหมายถึง ทักษะการเขียนแบบหรือเสนองาน หรือ คิดไม่เป็น ไม่รู้วิธีคิด ว่าปัญหาในแต่ละส่วนของวิชา project ควร ควรจัดการกันอย่างไร? ทักษะมีไม่พออาจเพราะสนใจหรือเข้าใจ วิชารองๆไม่ดีมาก่อน ไม่ฝึกฝนทักษะฝีมือ แล้วก็ไม่พยายามเรียนรู้ ปรับปรุงฝีมือให้ดีขึ้น เพราะเห็นว่าสำคัญน้อย เลยให้เวลาน้อยเสมอๆ เลยกลายมาเป็นปัญหาในการเรียนวิชา project ..ถึงจะเลือกให้เวลา วิชานี้ให้มากๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร? ตรงไหน? ถึงจะได้ผล จะกลับ ไปฝึก sketch หรือเขียนแบบ หรือจัดระบบความคิด หรือเข้าใจ วิธีคิด เชิงยุทธวิธี ก็ไม่น่ากระทำได้ ...ถ้ารู้ตัวว่า ไม่แน่จริง ก็ต้องเลือกวิธีการ ที่ใช้เวลาแล้วให้ได้ผลมากๆ เช่น ใช้เวลากับการทำแบบร่าง หลอก ใช้หรือปรึกษากับครูให้มากขึ้น ..อย่าทำตัวโง่เพราะความยิ่งยะโส..จง มีความอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วจะทำให้ได้คบหาครูหรือกัลยาณมิตรได้มากๆ อ่านหนังสือมาก จะรู้อะไรได้ผลเยอะขึ้น เสียเวลาน้อยกว่าการเอาแต่เรียนรู้ ลำพัง ..แต่..ถ้าอย่างหลังเป็นวิธีการเรียนของบางคนที่ได้ผล ....คนๆนั้นก็ ไม่รู้มาเรียนในสถาบันนี้ ...หาพระแสง? ..ทำไม?&lt;br /&gt;(ยังมีต่ออีก...) &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย ขออีกที [18 มิ.ย. 2546 , 12:47:31 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;เวลา...เป็นปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาในโรงเรียน เพราะมันคอยกำกับกิจกรรมการเรียนเพื่อให้เป็นระบบหรือระเบียบ วิธี ..ไม่อย่างนั้นการศึกษาจะบริหารจัดการได้ลำบาก ...ทุกคนก็ต้อง ยอมรับกัน แต่ในทางปฏิบัติหรือการจัดการกับเวลาของแต่ละคนไม่ เหมือนกัน บางคนเรียนเก่งเพราะมีวิธีคิดเชิงกลยุทธ์ดี ใช้เวลาน้อย แต่ได้ผลมาก เช่นขีดเขียนดี มีทักษะสูงเพราะเข้าใจเรียนวิชารองนี้ มาพร้อมแล้ว จึงใช้เวลาเขียนได้เร็ว ไม่สงสัยหรือลังเล ได้ผลสวยงาม เป็นต้น ยิ่งมีทักษะคิดเก่ง คิดเป็น คิดถูกตรงกับสถานะการณ์ ..ยิ่งใช้ เวลาน้อย ในการแก้ปัญหาแต่ละเรื่องในวิชา project ได้รวดเร็ว&lt;br /&gt;นี่เป็นบทสรุปคำตอบที่น้อยนิด ในความเห็นเพียงหนึ่งเท่านั้น แต่พึงระวังไว้ ..ท่านผู้รู้มักเสียดสีว่า.. วัฒนธรรมแบบไทย มักเรียน รู้แบบเอาแต่ฟัง(นักเรียน)และพูด(ครู) ..ไม่ชอบการคิด...อ่านและ ขีด...เขียน เมื่อต้องเผชิญปัญหาต่างๆทั้งในการเรียนและในการดำเนิน ชีวิต จึงสับสนและไม่รู้บริหารเวลากันอย่างไร? มักหลงไปว่า การใช้เวลาสัมพันธ์ทางตรงกับผลงานหรือความสำเร็จ ..ซึ่ง ไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะมันขึ้นอยู่กับความเป็นองค์รวมหรือ เหตุปัจจัยต่างๆที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ...พระท่านบอกว่า ขึ้นอยู่กับกรรมใคร..กรรมมัน ฝึกฝนหรือสร้างสมปัญญามาดี และสม่ำเสมอ ก็มีปัญญามาก แก้ทุกข์ได้มาก อาจถึง "นิพพาน" หรือถึงความรู้แจ้ง โดยใช้เวลาน้อยนิดก็ได้ ...จริงไหมครับ?&lt;br /&gt;ป.ล. สำหรับผม ..เวลามีเหลือไม่มาก แต่ก็มักใช้จนหมดในทุกการงาน (ซึ่งก็มีไม่มากเช่นกัน) ซึ่งไม่รู้จะแบ่งเวลาของผมที่น้อยนิดไปทำไม? เวลา นั้น ..จริงแล้ว มีในจักรวาลนี้ไม่จำกัด อาจเป็นอนันต์ด้วยซ้ำ .. .แล้วนายไอน์สไตล์ ดันโม้ว่า "เวลา ยืดหดได้อีก ..เหมือนเช่นจักรวาล" บวกกับความเห็นข้างต้นดังที่พล่ามมา ...ผมยังคงค้นหาและฝึกฝนการ ทำงาน..ยิ่งถ้าใหญ่ๆและสำคัญๆมาก..ก็อยากใช้เวลาให้น้อยที่สุด หรือ แทบไม่ต้องใช้เลย เพราะอยากขออุทิศเวลาทั้งหมด (ในส่วนที่พระเจ้าให้ผม) ในจักรวาลนี้ เพิ่มให้กับคนอื่นๆที่สนใจเรื่อง เวลา พอๆกับเงินและ เกียรติยศ .....&lt;br /&gt;พระท่านว่า ทำได้อย่างนี้แล้ว ..จะได้บุญกุศลมากเลย...ครับ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย ต้อง...ขออีก [18 มิ.ย. 2546 , 12:48:25 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;สิ่งเดียวที่พระเจ้าให้มนุษย์เท่ากันทุกคน คือ เวลา ไม่ว่าเราจะมือไม่ดี หรือหน้าตาไม่ดีเท่าคนอื่น แต่เราจะมีเวลาเท่าคนอื่นเสมอ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ กับเรามากที่สุด อ้อเรื่อง มือไม่ดีคงต้องคุยกันอีกที &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย ครูประชาบาล [18 มิ.ย. 2546 , 22:06:15 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-7998707620018846260?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/7998707620018846260/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=7998707620018846260' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/7998707620018846260'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/7998707620018846260'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_9053.html' title='คุณครูครับ สงสัยครับ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgOLwYKKAI/AAAAAAAABg4/B3ltn9EUxyU/s72-c/noname3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-1259656936852097717</id><published>2009-01-21T21:26:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T21:39:11.407-08:00</updated><title type='text'>สถาปัตยกรรมกับมิติที่มากกว่า4</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgGOSlkrdI/AAAAAAAABgo/QhAeLAEx9F0/s1600-h/1177061_6700873.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293988204551384530" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 133px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgGOSlkrdI/AAAAAAAABgo/QhAeLAEx9F0/s200/1177061_6700873.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง คิดว่ามิติของสถาปัตยกรรมมีมากกว่า แค่รูปภายนอก 3 มิติ มิติที่ 4 คือเวลา ใช่อย่างที่เราเรียนกันรึป่าว แล้วมิติที่มากกว่านั้นเป็นอะไร รึแค่เพ้อฝัน นิยามกันกันให้ดูมีความหมาย&lt;br /&gt;&lt;div&gt;โดย ปี 5 [24 ก.ค. 2546 , 22:39:10 น.]&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;เรื่องนี้..ผมอ่านพบทีแรก ก็คอ่นข้าง..งงๆ แต่พอศึกษาหรืออ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ทฤษฎีฟิสิกส์ใหม่ ...โดยเฉพาะเรื่องความ ซับซ้อนของจักรวาล ...มิติที่ซ้อนทับของเรื่อง ราวและเวลา เช่น หนังสือที่โด่งดังของฮอร์คิง มีสถาปนิกหลายคนเอามาใช้ในการออกแบบ สถาปัตยกรรม เช่น ไอเซ็นแมน หรือ เกอร์รี เป็นต้น ..ลองดูงานออกแบบ Gugenhiem Museum (สะกดไม่แน่ใจ) ใหม่ ของเกอร์รี่ ที่มีรูปทรงบิดเบี้ยว ซึ่งไม่ใช่มิติที่เราคุ้นนัก ..หรือลองศึกษางานชนิด ที่เขาเรียกกันว่า Folded Architecture ของพวก สถาปนิกยุคใหม่ๆ&lt;br /&gt;เรามักชินกับรูปทรงทางเรขาคณิตแบบยูคลิด หรือโครงสร้างเส้นตรงแนวตั้งแนวนอน ดังนั้น รูปทรงอาคารที่ออกแบบจึงอยู่ในรูป ๓ มิติ ก้าว หน้ามานิดคือสร้างการเลื่อนไหลของที่ว่างหรือ ผิวอาคาร เช่นการใช้กระจกในแบบบาวเฮาว์ เลียนแบบภาพ ๔ มิติของปิคาสโซ...ฯลฯ&lt;br /&gt;ผมมองเห็นว่า..แม้เราจะจินตการรูปทรงให้เกิน สามหรือสี่มิติได้ ..แต่เราก็จะจนแต้มเรื่องโครงสร้าง ดังนั้น เราจึงต้องศึกษาเรื่องโครงสร้างอาคารให้เกิน มิติแบบเดิมๆออกไป เช่น spatial structure types หรือโครงสร้างในรูปแบบของ synergetic concepts แบบที่ Fuller ได้เคยนำเสนอมาแล้ว&lt;br /&gt;ด้วยความก้าวหน้าของเท็คโนโลยี ที่มีผลมาจาก การประยุกต์จากทฤษฎีวิทยาศาสตร์ใหม่ ที่เสนอ การค้นพบว่า มิติของจักรวาล มีมากถึง ๑๕ มิติ ด้วยซ้ำไป&lt;br /&gt;สถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตทางเท็คโนโลยี หากถ้าเราออกแบบอยู่บนฐานความคิดเดิม หรือ กฏเกณฑ์ฟิสิกส์เดิมๆ คือเป็นแบบ euclidian เราก็คงเข้าใจมิติที่เกิน ๔ มิติ ไปได้ยากจริงๆ นะครับ ...นี่เป็นเรื่องย่อที่ผมเข้าใจครับ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [25 ก.ค. 2546 , 16:48:16 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;อยากขอขยายความเพิ่มเติมอีกสักนิด ...&lt;br /&gt;วิทยาศาสตร์ใหม่ได้ค้นพบ Complexity Science ได้ก้าวหน้ากว่าเดิมมากทีเดียว โดยเฉพาะทฤษฎี และผลงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เช่น Benoit Mandelbrot (Fractal Dimension), Lorence (Butterfly effect) และ Rene Thom (Catastrophe theory) เป็นต้น&lt;br /&gt;แนวคิดสถาปนิกที่อิง Fractal Dimension เช่นงาน ของ Bruce Geoff และ Guggenheim Museum at Bilbao ของ Frank O. Gehry เช่นเดียวกับกระบวนการออกแบบ Cardiff Bay Opera House ของ Greg Lynn ที่เป็น ลักษณะ Self-similarity นำเอารูปทรง Polyp ที่ดู คล้ายสิ่งที่มีชีวิตในทะเล และเห็นได้ชัดใน plan ของอาคาร&lt;br /&gt;Folding Architecture ของ Eisenman เป็นผลลัพท์ ของกระบวนการของ Fold ไม่เหมือนการพับกระดาษ ตามความหมายตรงๆแบบเดิม (Origani) ของญี่ปุ่น ผลงานของ Greg Lynn วางอยู่บนรูปทรงที่เรียกว่า Blob-form คล้ายตัวประหลาดในภาพยนต์เรื่อง The Blob พัฒนามาจากงานเขียนของ D'Arcy Thompson ...On Growth and Form (1917)&lt;br /&gt;เรื่องมิติที่ไปไกลเกินมิติทั้ง 3 ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วย ประสาทสัมผัสธรรมดาของเรา หากแต่เป็น Hyper- objects ที่เกิดจากเงาสะท้อนย้อนกลับลงไปที่มิติที่ เรารับรู้ได้ เช่น Hyper-objects ในมิติที่ 4 เป็นเงา ที่ถูกฉายกลับมายังมิติที่ 3 นั่นเอง รูปทรงนี้เกิดจาก แนวคิทางวิทยาศาสตร์ของ Hyperspace ซึ่ง Peter Eisenman นำมาทดลองใช้ในงานที่ไม่ได้สร้าง... Carnegie Research Institute ในรูปทรงของ Hypercube&lt;br /&gt;รูปทรงในมิติหลากหลายดังกล่าวนี้ เราสามารถ สัมผัส และค้นหาได้ ด้วยความหมายที่ผ่านทาง จอคอมพิวเตอร์เท่านั้น ...ไม่ใช่ในแนวทางเดิมๆ หรือในฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์เดิม ที่เป็น Euclidian Geometry ....นะครับ&lt;br /&gt;รายละเอียดเรื่องพวกนี้หาอ่านได้ใน Palimpset 2 เรื่อง Architectures and Scientific Inscription ซึ่ง ผมได้รับอภินันทนาการมาจากศิษย์...ตะวัน..ซึ่ง เป็นผู้ใฝ่รู้ที่หายากยิ่งในปัจจุบัน...นะครับ&lt;br /&gt;ป.ล. ประสบการณ์เรื่องทำนองนี้ ..ทำให้ผมหวล คำนึงถึง "วิปัสสนาญาณ" ในทางพุทธศาสนา ที่ ให้"ปัญญา" รู้ที่ไกลต่างมิติที่เราระลึกรู้และเข้าใจ ได้ในชีวิตปัจจุบันเลยทีเดียว...ครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย ขออีกที [26 ก.ค. 2546 , 23:56:11 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ขอบคุณมากครับ สนใจตรงที่ เราคงต้องเรียนรู้ เรื่องโครงสร้างและวัสดูมากกว่านี้ เพราะตอนที่ไปดู Bilboaก็เห็นปัญหาเหมือนกัน&lt;br /&gt;โดย ครูประชาบาล [18 มิ.ย. 2546 , 22:06:15 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;เผอิญผ่านมา เห็นกระทุ้หนุกๆ รู้สึกเรื่องที่ เพื่อนอาจารย์ พูด(เร็ว) ตอนท้ายๆจะอยู่ในหนังสือ อาจารย์ พรหมมินท์ เล่ม2 (meaning) ใครอยากขยายความไปหาอ่านดูได้&lt;br /&gt;เอ แต่ตอนนี้เหมือนมันผ่านยุคของ theory ไป แล้วหรือป่าวคับ ทำไมมันดูเลือนลางไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ยังอยากให้มีหนังสือแนวนี้อยู่ ให้เด็กๆซื้อมาอ่าน แม่จะไม่รุ้เรื่องก็ตาม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย M&amp;amp;e [16 ธ.ค. 2546 , 00:09:03 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-1259656936852097717?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/1259656936852097717/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=1259656936852097717' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/1259656936852097717'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/1259656936852097717'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/4.html' title='สถาปัตยกรรมกับมิติที่มากกว่า4'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgGOSlkrdI/AAAAAAAABgo/QhAeLAEx9F0/s72-c/1177061_6700873.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-5754917460396058693</id><published>2009-01-21T21:05:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T21:20:25.758-08:00</updated><title type='text'>ลัทธิบริโภคนิยมคืออะไรครับ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgBo2j-zpI/AAAAAAAABgg/_iyez2fTUD4/s1600-h/book4_img_3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293983163326844562" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 96px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgBo2j-zpI/AAAAAAAABgg/_iyez2fTUD4/s200/book4_img_3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;มันตรงข้ามกับความเป็นผู้ผลิตอย่างไร&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โดย เด็กrca [17 ต.ค. 2545 , 23:38:14 น.]&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;คือ นิยมการบริโภค ใครก็ได้ผลิตมาเถอะ เราจะบริโภค &lt;/div&gt;&lt;div&gt;โดย lyo [17 ต.ค. 2545 , 23:53:00 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ผมขอ..คุยมาแบบทันทีฉับพลัน เพราะกำลังอ่าน "นิกายเซน" เขียนโดยท่าน คึกฤทธิ์ ปราโมช อ่านหนังสือธรรมะและได้หัวเราะร่วนได้ ไม่ใช่ของหาได้ง่าย นี่ถ้าได้อ่านก่อน หน้าอ่านงานเขียนปราบดา ก็คงไม่คลั่ง เหมือนคนแก่ติดเด็กอ่อนวัย(ผู้ชาย)&lt;br /&gt;เรื่องเซนอยากให้พวกเราลองอ่านกันบ้างนะ เพราะมันช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในเรื่อง ความคิดในการออกแบบได้มาก ตอนสมัยเป็น นิสัย วุ่นวายกับการสร้างไอเดียที่ไม่อยากให้ อาจารย์ดูถูก เผอิญมีท่านหนึ่งสมเพชผมมาก เลยแนะให้อ่านเรื่องเซน ก็เลยชอบอ่านมาเรื่อย จนพานไปชอบอ่านพระไตรปิฎก ซึ่งเคยเห็นครั้งแรก แล้วตกใจกลัวเหมือนกลัวเห็นผีไม่กล้าอ่าน&lt;br /&gt;หลักการหนึ่งของเซนตอบกระทู้นี้ได้คือ การบริโภคอะไรตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ ท่านให้ยึดทางสายกลางเข้าไว้ มัชฌิมาปฏิปทา ของเซนนั้นตรงกับพุทธเถรวาท ได้แก่ความสำรวม อย่างยิ่ง มิได้หมายความว่า...กินแต่พอดี แต่หมายถึง...กินให้น้อยเข้าไว้ มิได้หมายความว่านอนแต่พอดี แต่หมายความว่า..นอนให้น้อยเข้าไว้ ก็เช่นเดียวกับการผลิตนั่นแหละ&lt;br /&gt;ปุถุชนมักตัดสินว่าอะไร "พอดี" ก็เมื่อบริโภค สิ่งนั้นจนเกินพอแล้ว จึงคิดจะมาลด ดังนั้น อะไรที่เราคิดว่าพอดี จึงมักมากเกินไปทั้งนั้น อะไรที่มากจึงไม่เป็นมัชฉิมาปฏิปทาแน่นอน น้อยเข้าไว้นั่นจึงเป็นการบริโภคที่ดี เลยต้องจบ..เพราะชักมากเกินไปแล้วครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [18 ต.ค. 2545 , 10:45:24 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;เอาอีกครับ เอาอีก &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย เด็กrca [19 ต.ค. 2545 , 19:15:12 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;หากทางสายกลางสามารถเข้าถึงได้แบบเดียวกับ การเดินเข้าห้างสรรพสินค้าในเมืองกรุง ชาวบ้านตาใสที่เชื่อใจนักลงทุนคงสามารถ รู้ได้ว่าเขาควรหรือไม่ควรบริโภคสินค้าที่มากมาย นั่นยังไม่รวมการที่ต้องนั่งบริโภคทางสายตา และการเข้าครอบงำสมองผ่านสื่อสารต่าง รวมทั้งที่กำลังนั่งพิมพ์อยู่นี่ด้วย สำหรับผมเอง บริโภคมากน้อยยังไม่สำคัญเท่าเราบริโภคอะไร การบริโภคมากเกินอาจเรียกได้ว่าเรา"เสพ" หากเสพมากเกินไปเราเรียกว่าติด หากติดมากไปเราท่านก็ยึดมั่นถือมั่นว่า เรานั้นขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้อีกแล้ว อันนี้เองน่าจะพิจารณาก่อนบริโภค พระท่านเองยังสอนให้พิจารณาปัจจัยสี่ทุกวัน เพราะท่านเน้นที่จะให้รู้เป้าหมายของการบริโภค มีทั้งพิจารณาก่อนบริโภค หรือหากบริโภคไปแล้วก็ให้กลับมาพิจารณาอีก ทุกอย่างล้วนดำรงอยู่อย่างเป็นปัจจัยที่เกี่ยวพัน ผมจึงว่ามากน้อยไม่สำคัญเท่ากับ เรารู้เท่าทันการบริโภค ขอบพระคุณครับ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย lyo [19 ต.ค. 2545 , 21:14:45 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ผมได้ของเล่นที่"ร้าน" เซนมาเยอะ เลยอยากแบ่งให้เล่นกันบ้าง ลองเล่น "คิด" นะ&lt;br /&gt;เมื่อจิตว่างก็ต้องมีจิตวุ่น ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่ไม่ตรงความจริง เพราะในทรรศนะของเซนจิตมันก็เป็นจิต ไม่มีว่างไม่มีวุ่น ยิ่งนึกว่าว่างมันก็ยิ่งวุ่น เพราะฉะนั้น ศัตรูสำคัญตัวนี้ คือจิต ตลอดจนอาการ ของมัน เช่น ความคิด ความเข้าใจ ตลอดจนความยึด ในเหตุผลต่างๆ นั้นจะต้องพิฆาตเสียให้สิ้น โยนทิ้งไปให้หมด&lt;br /&gt;ของเล่นอีกอัน..เป็นดังนี้&lt;br /&gt;ได้ยินพระเซนคุยกับลูกศิษย์ ...ความว่า "กินข้าวหรือยัง" "กินแล้วครับท่าน" ลูกศิษย์ตอบ "งั้นก็ล้างชามเสียด้วยนะ" บอกแล้วพระจีนก็เข้าไปนอน ลูกศิษย์ ก็ไปล้างชาม แล้วก็สำเร็จซาโตริ&lt;br /&gt;เล่นสนุกไหม?..ครับ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [20 ต.ค. 2545 , 10:02:47 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 6&lt;br /&gt;ถ้าไม่สนุกขอตื้อต่อสำหรับ คำบอกศิษย์ของอาจารย์เซน&lt;br /&gt;ในการได้ซาโตริจากการล้างชามของศิษย์นั้น คือเมื่อกินแต่น้อย ก็จะจนกินหมดเกลี้ยง เลยล้างชามน้อยลง ซาโตริคือขั้นที่ ศิษย์คนนั้นกินจนไม่เหลืออวิขขาไว้ในจิตเอาเลย จานที่เคยใส่ข้าว เต็มด้วยอวิชชา หรืออุปทานขันธ์ เมื่อกินแบบที่สุด คือเกลี้ยง จานก็กลับไปสะอาดเหมือนจานเปล่าที่ไม่เคยใส่ข้าวก่อนเดิม&lt;br /&gt;ท่านเซนหมายถึงอย่างนี้ครับ ส่วนที่จะแผลงไปอีกว่า จิตไม่ใช่จาน เมื่อจานไม่มี ข้าวไม่มี แล้วจะไปนั่งกินอะไร ล้างจานทำไม ..ก็สนุกไปอีกแบบ&lt;br /&gt;สรุปผมใช้หลักการนี้ปฏิบัติในการกินทุกวัน กินอะไรมักกินจนเกลี้ยง เพื่อนมักแซวว่า ขี้เหนียวฉิบ.. กินอะไรไม่เหลือให้สุ..นัขกันเลย ผมไม่ตอบเพราะซาโตริแล้วว่าไอ้หมอที่แดกผม ผมเลี้ยงข้าวมันทุกครั้ง มันไม่เคยออกตังค์เลย แถมยังเคยยืมตังค์มันเลี้ยงข้าวมัน..ผมจึงไม่ฟังไม่โกรธ ถ้าลองฝึกกันแบบนี้ ผมว่าพวกเราจะกินน้อยลง ซึ่งดีกว่ากินพอดี หรือกินมาก....ครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [21 ต.ค. 2545 , 12:06:25 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 7&lt;br /&gt;ขอยัดเยียดของแถมตามหลักการบริโภค ในปัจจุบัน เรื่องการกิน ซึ่งยังเป็นตัวอย่างหนึ่ง ของกระทู้นี้ คือ&lt;br /&gt;การกินแบบองค์รวม ..กินแบบคลุกรวม ทุกสิ่งในชาม(หรือจาน) อย่ากินแบบแยกส่วน เดิมๆ แต่กินเหมือนพระดี ฉันอาหารที่คลุกรวมในบาตร จะได้รสชาดแปลกกว่าที่เคยกินปกติ กระทำ เช่นนี้เรื่อยๆ อีกหน่อยจะเกิดแนวคิดทำอะไร เป็นแบบองค์รวม มองอะไรเป็นสรรพสิ่งที่ เชื่อมโยงกันได้ชัดเจนขึ้น แล้วก็จะพบงานออกแบบอาคาร ที่สัมพันธ์กับที่ตั้ง เลยเถิดไปสู่ความ สัมพันธ์ทั้งจักรวาลโดยรวม ตรงหลักการสำคัญ ที่สุดของ "ยุคหลัง..หรือโพสต์มอร์เดิร์น" แล้วแล้วก็จะถึงซาโตริหลักการเซนที่ว่า กินอะไรก็ จะกินน้อยลงๆ....นะครับ&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [22 ต.ค. 2545 , 09:36:21 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 8&lt;br /&gt;เคยเห็นโฆษณาเบียร์ แบบเอะอะก็ฉลอง ดูแล้วไม่จรรโลงเลย อย่างนี้ว่าไงครับ&lt;br /&gt;โดย เด็กrca [10 พ.ย. 2545 , 16:34:15 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 9&lt;br /&gt;เรื่องของโฆษณา ก็เป็นอย่างนี้แหละ ทำมันเว่อกันสุดๆเข้าไว้ ..ยัดเยียดกันจนเลยเถิด เดี๋ยวพอคนดูเบื่อ ก็อาจนึกถึงการให้ข้อมูลที่ดี ถ้าผู้ผลิตมีดีอวดได้ อีกหน่อยก็ขี้เกียจมาโม้ จนเอียนกันสุดๆได้อีก&lt;br /&gt;ผู้บริโภคจึงต้องรู้เท่าทันสิ่งที่เขาโฆษณาให้ได้ ไม่งั้นก็บริโภคกันตามที่เขาโม้กันไปเรื่อย ถ้าคิดบริโภคกันที่จำเป็น ให้น้อยเข้าไว้เรื่อยๆ การโฆษณาแบบไหนก็ไร้ความหมาย ความกังวลใจเราก็น้อยลง จิตสงบและก็เป็นสุข มากขึ้น ..มากขึ้น..แหละครับ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [17 พ.ย. 2545 , 13:23:32 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-5754917460396058693?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/5754917460396058693/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=5754917460396058693' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/5754917460396058693'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/5754917460396058693'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_3593.html' title='ลัทธิบริโภคนิยมคืออะไรครับ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXgBo2j-zpI/AAAAAAAABgg/_iyez2fTUD4/s72-c/book4_img_3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-5660453382680754190</id><published>2009-01-21T03:10:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T03:16:02.996-08:00</updated><title type='text'>อะไรทำให้สถาปนิกต่างจากช่างรับเหมาหรือวิศวกร</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXcDtB1Fi9I/AAAAAAAABgY/uTYiknkuzLg/s1600-h/1177061_6700992.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293703959117401042" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 134px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXcDtB1Fi9I/AAAAAAAABgY/uTYiknkuzLg/s200/1177061_6700992.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;อะไรทำให้พวกเราเผ่าสถาปัตย์แตกต่างจากช่างสร้างบ้าน ฦา... อะไรทำให้จิตรกรต่างจากช่างเขียนภาพ อะไรทำให้นักดนตรีต่างจากนักเล่นดนตรี อะไรทำให้วณิพก ต่างจากขอทานยาจก...&lt;br /&gt;โดย จยิมโณเภดัย๒ [7 พ.ย. 2545 , 18:15:58 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;น่าเสียดายที่คนไทยอย่างเราๆส่วนมาก ยังหาคำตอบไม่ได้ เหมือนไร้ซึ่งไฟส่องวิถี ไร้ซึ่งจินตนาการอันเขียวขจี หลงกับความเก่งกาจฉลาดเฉลียว เด็กไปแข่งโอลิมปิกเคมีชีวะได้ที่หนึ่งที่สองของโลก แต่ไม่เห็นจะเติบโตผลิดอกออกผลงานที่ยิ่งวใหญ่ใดๆได้เลย และนับวันสังคมก็ยิ่งส่งเสริมความเก่งกาจในการท่องจำ การศึกษาก็ต้องเดินทางเดียวกันกับสังคมไม่อาจสวนกระแสแห่งเดรัจฉานบุคคลได้ ทำให้แม้แต่การเยนการสอนในคณะศิลปะ สถาปัตย์ ไม่แตกต่างจากคณะอักษรและบัญชี&lt;br /&gt;โดย จยิมโนเภดัย [7 พ.ย. 2545 , 18:30:18 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก แต่เล่าเนื้อเรื่องเหมือน ไม่ได้ตั้งใจที่ถาม ก็แค่เขียนระบายความขับข้องใจ ที่ตนเองมีเท่านั้นเองหรือครับ ผมคิดว่า น่าจะลองถามและตอบกันอย่างจริงจัง เพราะบางทีก็เป็นคำตอบที่ต่อคำถามให้ได้คิด คำถามแรกที่อย่างถามคุณเองก็คือ อะไรทำให้ คุณต่างจากนิสิตทั่วไปล่ะ เพราะถ้าคุณเหมือนพวกเขาคุณคงไม่มาตั้งคำถามนี้&lt;br /&gt;โดย lyo [9 พ.ย. 2545 , 09:25:03 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ผมเองก็อัดอั้นตันใจในบางสิ่งรอบตัวเรา แม้แต่ตัวเองบางทีก็สงสัยในการกระทำที่แล้วมา ที่แม้จะสร้างความปิติแต่ก็มีความกังวลใจคละกันไป นี่แหละเป็นคำถาม..ที่พวกนักปรัชญาเริ่มการเรียน รู้และแสวงหาคำตอบของกันและกัน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ของกัน และกันคือที่มาของของคำว่า "โรงเรียน" จิตวิญาณ แรกเริ่มเดิมทีของโรงเรียนเป็นไปในการแสวงหาความ จริงที่บริสุทธิ์ ไม่แยกศิษย์-อาจารย์ เกิดเป็นวิทยาศาสตร์ ที่มีการรับรองความรู้ความจริงต่างๆต่อมา ในขณะเดียวกัน ก็เกิดความอหังการณ์ในความรู้ที่ตนได้รับ กลาย เป็นพลังอำนาจที่ชี้นำความเชื่อของมนุษย์อื่นได้ ต่างๆนาๆ เป็นไปพร้อมความรู้ที่มี และก็มีการขัดแย้ง โต้เถียง ตรวจสอบ และก็เกิดความรู้ใหม่ ที่แย้ง ความรู้เดิมซึ่งกลายเป็นเรื่องไม่เป็นจริงอีกต่อไปๆ แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังคงสงสัยในความรู้ที่มีอยู่เชื่ออยู่ และก็เพียรค้นหาเรียนรู้กันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นี่แหละเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีตัวรู้คือจิต ที่โตใหญ่หรือต่างกว่าสัตว์ ..ถ้าสนใจเรื่อง ทำนองนี้ลองอ่าน ..ปริศนาจักรวาล เขียนโดย คุณหมอประสาน ต่างใจ (มีในห้องสมุดเรา ครับ) อาจช่วยขยายทัศนะการเรียนรู้ของพวกเรา ได้บ้าง ..เมื่อเข้าใจอะไรที่คนอื่นรู้ บางทีทัศนะ เดิมของเราก็อาจเปลี่ยนหรือขยายความเข้าใจ ได้มากขึ้น ความอึดอัดใจและสงสัย ก็จะได้ บรรเทาลงบ้าง เรื่องที่ตั้งกระทู้มานั้น ..เดิมทีก็ไม่ได้แบ่งแยก กันเป็นสายงานสายอาชีพนักหรอก มาเปลี่ยน เอาเมื่อเราเชื่อกันในระบบเศรษฐกิจ ที่พัฒนา มาจากการกสิกรรม เลี้ยงสัตว์ เพื่อความจำเป็น พื้นฐานของมนุษย์ แล้วขยายกันเรื่อยๆจนเป็น ระบบอุสาหกรรม และขยายเป็นระบบทุนนิยม ระบบดิวิชั่นออฟเลเบอร์ก็ตามมา เช่นกับระบบการ คิดแบบกลไกของเครื่งจักรกล อาชีพจึงถูกแบ่ง เป็นเหมือนฟันเฟืองของเครื่องจักร์ ระบบเช่นนี้ มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม-การเมือง มากมาย เช่นเกิดระบบการเมืองคอมมิวนิสต์เป็นต้น ปัจจุบันความรู้เก่าเช่นนี้กำลังถูกท้าทาย และเริ่ม พบว่าไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นจริง เพราะเกิดวิกฤติโลก ไปทั่ว โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติแวดล้อม และ แม้แต่ภัยโดยตรงของสุขภาพและการดำรงชีวิต ของมนุษย์เอง มีผู้แสวงหาทางรอดจากปัญหา อยู่มากเหมือนกัน เช่นพวกนิวเอจ ..สนใจลอง อ่าน วิถีมนุษย์ศตวรรษที่ ๒๑ เขียนโดยหมอ ประเวส วะสี มีใน้หองสมุดครับ ..ทนฟังคนแก่ บ้างก็ไม่เสียหายอะไร เพราะเราเองเมื่อแก่ตัวลงก็ จะกังวลใจและห่วงลูกหลานในปัญหาเหล่านี้ เช่นกัน ..เพราะยังสนใจรักและเสียดายโลกอยู่อีก นั่นแหละ การแบ่งแยกอาชีพ มันก็คงดำเนินต่อไป จะให้หวล กลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ จะเปลี่ยนก็ตรงที่เราจะเรียนรู้ ในแบบวิชาสหสัมพันธ์มากขึ้น เราอาจออกแบบบ้าน ได้เองโดยไม่ต้องเรียนสถาปัตย์ เช่นเลือก "patterns" แล้วประกอบกันเป็นแบบที่ต้องการ ด้วยอุตสาหกรรม บ้านแบบ knock down (เหมือนเครื่องเรือน) เราก็ก่อสร้าง บ้านได้เอง นี่เป็นแนวคิดของสถาปนิกช่างคิด และนัก อุตสาหกรรมช่างฝัน มันดูเหมือนกับแนวคิดการสร้างเรือน ไทยแบบโบราณ แต่มันคนละรูปแบบของความคิดที่ ต่างกันในยุคสมัย..เรื่องอื่นๆที่แบ่งแยกกันอุตหลุด ก็ อาจพัฒนาการไปในทำนองเดียวกัน ...นะครับ อีกทั้ง..ผมยังเชื่อต่อไปว่านักวิชาการหรือสถาปนิกที่ดี จะเป็น พวกพหูสูตร หรือ renaissance man มากขึ้น เช่นเราจะ เรียนรู้ออกแบบโรงพยาบาล แรกเริ่มเราต้องเรียนรู้ให้เข้าใจเรื่อง กระบวนทัศน์สุขภาพใหม่ รู้วิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยกระบวนชีวิต ที่แตกต่างจากเดิม เพราะการรักษาสุขภาพแบบแยกส่วนหรือ กลไกแบบเดิมนั้นเริ่มไม่เป็นจริงที่สมบูรณ์ ถ้าเราออกแบบ โรงพยาบาลตามกระบวนทัศน์เดิม เราก็จะออกแบบแก้ปัญหา จากโจทย์ที่ผิดก็ได้ สถาปนิกจึงต้องทบทวนโปรแกรม หรือกำหนด โปรแกรมเองด้วย ดังที่สถาปนิกดีคอนฯทั้งหลายติงไว้ในเรื่องนี้ จะเชื่อคำบอกเล่าของลูกค้าหรือหมออย่างเดียวแบบเดิมๆ ไม่ได้ (ความหมายของ renaisance man ..หาอ่านในเว็บบทความ ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;..http://www.geocities.com/midnightuniv/articlepage1.htm) สถาปนิกจึงต้องมีความรู้ในเชิงวิชาสหสัมพันธ์ ที่ไม่ใช่ ทฤษฎีสถาปัตยกรรมอย่างเดียวโดดๆ ไม่งั้นความคิด ก็จะไม่ก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีกันทุกวัน นี่เป็นวิทยาศาสตร์แควนตัมฟิสิกส์ ..ทฤษฎีอนิจจังของ สรรพสิ่ง ที่มีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตรงตามสัจจธรรมพุทธ ที่กล่าวถึง อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา แต่ถ้าเราพะวงกับการทำจิตเราให้เที่ยง ให้หยุดไว้ เราก็จะกลุ้ม และกระวนกระวายใจ เพราะมันไม่เป็นธรรมชาติ ไปกดต้าน การเปลี่ยนแปลงของมัน ..นะครับ ก็ตอบเชิงพรรณาโวหารกลับไป ..ได้เรื่องหรือเปล่าไม่ทราบครับ ป.ล. ผมเองก็รำคาญ เรื่องสถาปนิกภายนอก สถาปนิกภายใน สถาปนิกจัดสวน สถาปนิกถ้วยชาม สถาปนิกโฆษณา ฯลฯ แต่ก็ต้องระงับใจ เพราะโลกมันเป็นของมันอย่างนี้แหละ เป็นเรื่องของสมมติบัญญัติ ของเรื่องโลกๆ ไม่ใช่ปรมัตตธรรม เช่น เราเองก็ดันมีชื่อคนละชื่อ มีเมียคนละเมีย มีแฟนคนละแฟน มีจิตกันคนละจิต แต่ถ้าเผอิญเราเปลี่ยนทัศนะคติใหม่เสียว่า แม้เป็นจิตที่ต่างกัน แต่ก็มีความโยงใยเป็นองค์รวมของจิต จักรวาลเดียวกันทั้งหมด บางที่เราอาจเข้าใจความต่าง ที่เป็นความเหมือน หรือความต่างที่เข้ากันได้แบบ synectic ก็น่าจะดี ....นะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [9 พ.ย. 2545 , 16:14:01 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;สิ่งที่ทำให้ผมรำคญใจ คือความคิดยึดติดกับกายสรรพสิ่ง ของคนในสังคม ตั้งแต่คนที่สูงขึ้นไปจนถึงเพื่อนๆนิสิตด้วยกัน ไม่ใช่ผมทำใจใฝ่แง่ลบ หรือขบคิดสิ่งที่ดำมืด แต่มันรู้สึกไปเอง เป็นความรู้สึกจากidภายในของผม ไม่ได้ต้องการที่จะสวนกระแสใดๆเลย แต่บางทีก็เหนื่อยล้า มาคณะบางครารู้สึกเป็นแค่เซลแมนที่วาดรูปได้ ซึ่งอาจารย์บางคนก็ตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้น เห็นชีวิตสถาปนิกบางคน อย่างMurcutt ก็พอจะเป็นกำลังใจให้ใฝ่จะร่ำเรียนต่อไปในสายทางนี้ ทุกวันนี้ เห็นเพื่อนๆมาคณะ ทำแบบ กันข้าว ทำแบบ ส่งแบบ กลับบ้าน ทำแบบ.. แลวเศร้า บางคนแม้แต่แกลเลอรี่จุฬาที่อยู่เพียงอีกฟากคณะก็ยังไม่เคยไปเหยียบย่าง แม้แต่ห้องสมุดก็เข้าเพียงเพื่อหาข้อมูลมาทำแบบ ไม่มีโอกาส และไม่มีเงลาจะชื่มชมความสวยงามของสรรพสิ่งนอกจากลายเส้นหมึกบนกระดาษไขอันไร้ซึ่งชีวิต จบไปก็ออกแบบสร้างงานอันไร้ซึ่งชีวิตออกมา เพราะตลอดเวลาที่เร่าเรียนอยู่แต่กับโต๊ะเขียนแบบ เพลงเดดเมทัล และหนังสือการ์ตูน ก็บ่นไปงั้นแหละครับ อาจารย์อย่าได้ถือสา เพื่อนๆอย่าได้โกรธา ผมก็แค่ชอบบ่นไปเรื่อย เผื่อจะเจออะไรใหม่ๆในโลกกายภาพดาษๆใบมีบ้าง&lt;br /&gt;โดย จญิมโณเภดัย [16 พ.ย. 2545 , 20:25:22 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ผมเตือนตัวเองและลูกเสมอว่า มาตรฐานของเราบางทีก็ไม่ใช่ของสำหรับคนอื่น เขาเองก็มีมาตรฐานความคิดและความรู้สึกของเขา เราไปประมาทของกันและกันไม่ได้ สักวันหนึ่งเมื่อต้องมีการเปลี่ยนแปลง มาตรฐานใดๆที่ไม่จริงก็อยู่ไม่ได้ต้องปรับตามกัน ถ้าของๆเราเป็นไปเพื่อความจริงความเจริญ ก็จะมีผู้อื่นพัฒนามาตรฐานต่ออย่างของเราได้ มนุษย์ทุกคนต้องการแสวงหาความจริงและ ความหมายของชีวิต บางวัยเช่นวัยรุ่น ก็ต้องทำตามโอกาสที่มีที่ประสบอยู่ขณะนั้น ต่อไปก็อาจแสวงหาอะไรต่อมิอะไรเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาคุณค่าของชีวิตของตนเองต่อไป บางคนพบมโนทัศน์ที่ถูกต้อง ชีวิตก็ดำเนินไป อย่างมีคุณค่า บางคนหาไม่เจอก็ลองผิดลองถูกกันต่อไป การสำรวมจิตของเราเองบางครั้งมีความจำเป็นและ ต้องนับถือความคิดและการกระทำของคนอื่นๆด้วย ถ้าเผอิญเรายังไม่แน่ใจ หรือคนอื่นเขายังไม่พร้อม ค่อยๆสำรวจค้นหาเหตุปัจจัยในการเกิดของสรรพสิ่ง รอบตัวเราหรือแม้แต่ตัวเราเองไว้เสมอ ก็อาจทำให้ เกิดความเข้าใจในสิ่งนั้น ..ทางพระท่านเรียกว่า อิทัปปจจยตา...ความเป็นเช่นนั้นเอง...ครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [17 พ.ย. 2545 , 12:12:54 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-5660453382680754190?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/5660453382680754190/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=5660453382680754190' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/5660453382680754190'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/5660453382680754190'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_5889.html' title='อะไรทำให้สถาปนิกต่างจากช่างรับเหมาหรือวิศวกร'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXcDtB1Fi9I/AAAAAAAABgY/uTYiknkuzLg/s72-c/1177061_6700992.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-5286542793330061505</id><published>2009-01-21T02:53:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T02:58:29.851-08:00</updated><title type='text'>metaphysic คืออะไรครับ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb_o87yJHI/AAAAAAAABgQ/Y0TUjqYV7Gc/s1600-h/y639569522.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293699491037324402" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 235px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb_o87yJHI/AAAAAAAABgQ/Y0TUjqYV7Gc/s320/y639569522.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เคยได้ยินบ่อยมากแปลเป็นไทยว่าอภิปรัชญา รึเปล่าครับ ขอบคุณที่ช่วยตอบ&lt;br /&gt;โดย นิสิต นักศึกษา [13 ม.ค. 2546 , 01:11:47 น&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ก็รู้มาว่าแปลกันอย่างนั้น ..ความรู้อันยิ่งใหญ่ ที่พวกนักคิดค้นหากันว่าคืออะไร?และเป็นอย่างไร? ท่านพุทธทาส เคยเทศน์ว่ารู้ชีวิต คือความรู้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดชีวิตที่..สงบ สะอาด และสว่าง แต่ไม่มีใครเชื่อหรือชอบหรือไม่รู้กัน ถ้าอยากรู้..ลองอ่านหนังสือของท่าน "ปรมัตถธรรม สำหรับการดำเนินชีวิต" ผมว่าเป็นอภิปรัชญาที่น่ารู้จริงๆ ตอบมาอย่างนี้ถ้าหยุดเสีย เดี๋ยวคุณก็ลืม ถ้าจะไม่ลืม คุณต้องตามไปอ่านเพื่อเห็น แล้วนำไปปฏิบัติเพื่อเข้าใจ คุณก็จะเป็นผู้เรียนรู้อภิปรัชญาที่สมบูรณ์แบบ..นะครับ ป.ล. ถ้าอ่านพวกอภิปรัชญาพวกฝรั่งไม่เข้าใจ ก็ลอง อ่านที่คุณ สมัคร บุราวาส อธิบายรวบรวมไว้ป็นภาษาไทย แล้วศึกษาอภิปรัชญา(ถ้าจะเรียกตามกัน)ของพุทธศาสนา เช่น "ปฏิจจสมุปบาท" ฯลฯ ไปด้วย ก็จะเข้าใจความรู้นี้ได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [13 ม.ค. 2546 , 11:00:16 น&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;Metaphysics หรือ อภิปรัชญา หรือความเหนือกายภาพ เหนือสรรพสิ่ง ซึ่งAristotleเป็นคนแรก(หรืออย่างน้อยก็แรกๆ)ที่เริ่มใช้คำนี้ ถ้าพูดแบบรวมๆ ก็คืออะไรก็ตามที่ไม่สามารถมองเห็น หรือ สัมผัสจับต้องได้ เช่นความรัก ก็น่าจะใช่ แต่ถ้าพูดในระดับปรัชญา ก็เป็นคล้ายการตั้งคำถามแบบตรรกะที่พยายามค้นหารากเหง้าแห่งสิ่งที่เป็นกายภาพทุกอย่าง โดยปฏิเสธสภาพของวัตถุสรรพสิ่งที่เห็นๆอยู่ว่า ไม่ใช่เนื้อแท้ของสิ่งนั้น ก็คล้ายกับคำสอนในพุทธศาสนามากเลยล่ะครับ ที่ปฏิเสธความเป็นกายภาพของสรรพสิ่ง เรื่องอนัตตาและความเป็นอนิจจังของวัตถภาพ จึงเริ่มมีคนให้ความสนใจต่อพุทธปรัชญามากขึ้น ว่าอาจจะเป็นกุญแจสำคัญสู่โลกใหม่ที่เฝ้าค้นหามานาน ถ้าสนใจแนะนำให้อ่านหนังสือแปลอย่างเดียวโลดครับ อ่านหนังสือฝรั่งนี่ซี้ม่องเท่งได้ง่ายๆเลย&lt;br /&gt;โดย จญิมโณเภดัยar38 [18 ม.ค. 2546 , 13:23:09 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ในความคิดของผมอภิปรัชญาเป็นเรื่องที่ไกลตัวของผู้ที่พูดหรือผู้ที่ฟัง ไกลจนกระทั่งยากที่จะอธิบายได้ด้วยวิธีง่าย การแสดงความรู้หรือความหยั่งรู้ของตัวผู้รู้เองบางครั้งผู้ฟังมีกรอบความคิดที่ติดยึดกับความเคยชินจึงยากที่จะอธิบายได้ ผมเข้าใจเองว่าเมื่อนานมาแล้วเราเชื่อตามที่อาจารย์บอกเล่าทั้งสิ้น เพราะเราเชื่อว่าอาจารย์เป็นผูมากในความรอบรู้และเป็นผู้ที่เคยสัมผัสอภิปรัชญาดังกล่าว ใครจะไปรู้ว่าโลกใบนี้มันเป็นทรงกลม ก็โลกมันใหญ่เสียจนเราท่านไม่อาจเห็นภาพทั้งหมดของมันได้ ดังนั้นกรอบคิดเริ่มต้นจึงเชื่อว่า โลกแบนที่เชื่อว่าแบนเพราะเราเห็นเส้นขอบของโลกโดยที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด แต่ก็เห็นว่ามีอยู่จริง จนกระทั่งความหยั่งรู้ของกาลิเลโอผู้ช่างสังเกตบอกว่าสัณฐานของโลกไม่ได้แบนหากแต่เป็นทรงกลม ความรู้นี้ได้มาจากการสังเกตล้วนๆ ลองนึกภาพมาคิดได้แล้วว่าโลกไม่แบนแต่มันกลม คุณๆท่านจะตื่นเต้นแค่ไหน ที่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือแล้วบอกใครจะเชื่อล่ะครับ นี่คือปัญหาของอภิปรัชญาเช่นกัน ดังนั้นเราจะเห็นนักคิดสมัยใหม่มักกล่าวอ้างเหตุเดิมของความเชื่อที่สาธารณะชนเข้าใจก่อนที่จะบอกหรือแทรกความหยั่งรู้ของตนเข้าไป และผมมักสนทนากับเพื่อนเสมอว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญาหากเป็นวิถีหรือวัฒนธรรมที่เสนอการเข้าถึงความจริงด้วยการลงมือกระทำไม่ใช่การนึกคิด ในความเข้าใจของผมจึงเชื่อในเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นสิ่งที่เกิดและดำเนินพร้อมทั้งจบลงทุกทุกวินาทีของความคิด&lt;br /&gt;โดย lyo [18 ม.ค. 2546 , 15:35:18 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;ผมมีปิติจริงๆ สำหรับทุกความเห็นของพวกเรา ที่นำมาเสนอกันไว้ที่นี่ ..ผมเชื่อว่า นี่คือชุมชนวิชาการ สังคมแห่งกัลยาณมิตร ที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ท่านหวังสำหรับ โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ..ซึ่งจะไม่เป็น สถาปัตยกรรมที่เราเห็นในปัจจุบัน มันจะหวลกลับไปสู่มโนกรรม (จิตวิญญาณ) ที่คณุผมเคยกล่าวว่า จิตวิญญาณของโรงเรียน คือ ที่ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งคุยกันใต้ต้นไม้ เพื่อแสวง หาความจริงของชีวิตและสรรพสิ่งทั้งหลายรอบตัว แล้วผมจะมาร่วมเสริมหากได้ความคิดใหม่ ซึ่งอาจเป็นความเท็จที่ต้องไตร่ตรองเหมือนกัน นะครับ ..ต้องรีบไปนอนหนุนตักแม่(ไปเยี่ยม) เช่นเคยครับ..พวกคุณก็อย่าลืมเอาอย่างนะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [19 ม.ค. 2546 , 11:33:38 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-5286542793330061505?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/5286542793330061505/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=5286542793330061505' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/5286542793330061505'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/5286542793330061505'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/metaphysic.html' title='metaphysic คืออะไรครับ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb_o87yJHI/AAAAAAAABgQ/Y0TUjqYV7Gc/s72-c/y639569522.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-1791258267364544998</id><published>2009-01-21T02:42:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T03:07:22.710-08:00</updated><title type='text'>อะไรเกิดขึ้นในวันหยุด..?</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb9bYs1hMI/AAAAAAAABgI/_eIRlCGxBYM/s1600-h/writhingbook.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293697058949399746" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 120px; CURSOR: hand; HEIGHT: 100px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb9bYs1hMI/AAAAAAAABgI/_eIRlCGxBYM/s320/writhingbook.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;อยากบันทึกไว้ว่าเสาร์อาทิตย์นี้ปิติอะไรบ้าง ในวันเสาร์ปิติเพราะได้ไปเยี่ยมเยียน ลูกศิษย์ (ไม่ขอเอ่ยนาม) ที่กำลังบวชเรียน ในพระพุทธศาสนาที่วัด ญาณเวศกะวัน (ไม่แน่ใจสะกด) กำลังรับการฝึกอบรมพระธรรมจากพระธรรมปิฎกฯ นับว่าเป็นผู้มีบุญวาสนากว่าผมเป็นไหนๆ ..ผม อนุโมทนาเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ลูกศิษย์คนนี้แจ้ง ลาบวชก่อนหน้านี้ วันหยุดนี้ได้พูดคุยกันด้วยความปิติ และนับถือในการกระทำที่ถูกที่ควรนี้อย่างมาก ภูมิใจที่มีโอกาศได้เรียนรู้สถาปัตยกรรม ร่วมกันมาห้าปีก่อน ยินดีเพราะศิษย์ผู้นี้จะดำเนินชีวิตในอนาคตต่อไป ได้ดีแน่นอน เพราะมีการเตรียมสร้าง "เกราะ" ป้องกันอกุศลทั้งหลายไว้บ้างแล้ว การคิด การทำอะไรต่อไปก็จะมีกรอบธรรมที่เป็นฐานมั่นคง สำหรับชีวิตต่อไป ..นี่เป็นสิ่งที่น่ากระทำ ในขั้นตอนหนึ่งของเวลาชีวิต โดยเฉพาะ ในวัยใกล้เบญจเพศ อันจะเป็นทางเลี้ยวหนึ่ง ของชีวิตเรา..ก็ขออนุญาตมีปิติไว้ในที่นี้ วันอาทิตย์ ปิติที่ได้พบพานศิษย์ (ไม่ขอเอ่ยนาม) ดื่มฝอยกันสนุกที่บ้าน เพราะเป็นผู้สร้างแรง บันดาลใจในความเป็นครูให้อีก (ก่อนที่จะเลือนหาย) นำหนังสือ (palimpsest 2) และเคยนำเรื่องราวดีๆทางวิชาการ มาให้อ่านเสมอมา เป็นกำลังใจให้ครูแก่ๆเสมอ ตลอดที่ได้เรียนรู้กันมาห้าปีก่อนเช่นกัน เป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำให้เว็บบอร์ดนี้คึกคักและให้ เกิดบรรยากาศความอบอุ่นระหว่างศิษย์-อาจารย์ ที่ซึ่งรักษาสายใยเส้นนี้อันบอบบางพร้อมขาดเต็มทนแล้วให้คงได้อีกเฮือก คงความในใจเรื่องสังคมกัลยาณมิตรและ การเรียนรู้ร่วมกันในมิติใหม่นี้ มีเกิดขึ้นได้ ในรูปแบบของเท็คโนโลยีใหม่ และจะหลากหลาย กว่าในสถานที่เดิม (หน้าตึก) ที่เคยมีมา แม้ว่าสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง ..ก็จริง แต่ความโหยหาในปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิษย์-อาจารย์ ก็ยังฝืนอยากไม่ให้มะลายไปในขณะที่ความเป็น โรงเรียนยังมีอยู่ ก็เอาความมีปิติส่วนตนมาบันทึกไว้ ก่อนที่เว็บบอร์ดนี้จะเฉามะลายมะเลืองไปครับ ..อนิจจาตัวเองเหลือเกิน ที่ไม่ยอมปล่อยวางนะเนี่ย&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [14 ต.ค. 2545 , 09:53:54 น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ยินดีกับอาจารย์ด้วยครับ และก็อยากจะบอกว่าจริงๆผมก็เป็นอีกคนที่แวะมาดูที่นี่ประจำแม้จะเรียนจบแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะชอบอ่านมากกว่ามาpost นานๆถึงจะpostทีก็ดีใจที่ยังมีอาจารญ์เข้ามาตอบให้ ก็อยากให้จานรู้ครับว่ายังมีผมอีกคนที่เข้ามาประจำ และก็หวังว่าจะพบอาจารย์อีกเป็นประจำครับ&lt;br /&gt;โดย eps [15 ต.ค. 2545 , 04:14:45 น.] &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ผมนั้น..เหมือนฟ้าลิขิต ให้ต้องไปใช้ชีวิต ที่บ้านนอกตั้งแต่เด็ก เรียนรู้ชีวิตจากการฟังคนพูดคุย กัน..ส่วนมากก็ในร้านกาแฟ เพราะเกิดใน ยุคข้อมูลที่แสนหายาก หนังสือมีน้อยและก็ หาอ่านได้ยากด้วย อีกทั้งต้องอยู่บ้านที่ตรงข้าม กับโรงหนังแหล่งบันเทิงเยี่ยมของคนสมัยนั้นและที่นั่น เลยดูหนังกันตะบันแทบทุกวันแทนการอ่านนิยาย หลายสิ่งหลายอย่างเรียนรู้และเลียนแบบพระเอกในหนัง เฉพาะการฟังคนแก่วัยคุยกันหรือทะเลาะกันนั้น ช่วยให้รู้ประสบการณ์ของคนสูงวัย เอามาปรับมาแต่ง มาเตือนชีวิตที่จะพึงอาจพบพานในภายภาคหน้า จึงทำให้ต้องกลายเป็นนิสัยคนช่างคิดช่างฝัน ช่างฟังและแน่นอนช่างพูดเมื่อมีโอกาสเช่นนี้ นี่ก็ยังขอบคุณสวรรค์ ที่กำหนดให้มีหน้าที่เป็นครู เลยสนุกใหญ่เพราะได้พูดสมใจ ใครจะฟังนั้น ไม่ถือว่าสำคัญที่ทำให้ต้องหยุดพูด ครั้นเมื่อแก่วัย ก็คงต้องจำยอมหยุดบ้าง แต่ก็หันมาเขียนแบบคุยให้ ตัวเองฟังบ้าง คิดเอาว่าเป็นแบบนี้แล้ว คงลดความรำคาญกับลูกและคนอื่นๆได้บ้าง ต้องขอบคุณ (สวรรค์) ที่มีเท็คโนโลยีเว็บบอร์ด เกิดขึ้นขณะนี้ ดำรงความเป็นร้านกาแฟให้ได้ มีโอกาศฟังคนคุยกัน ในเรื่องที่ต้องการจะฟัง เห็นช่องว่างที่ทำให้แคบลงได้ระหว่างคนต่างวัย เป็นการบบรเทาในปัญหาหนึ่งที่ทำให้คนในสังคม มีปฏิสัมพันธ์กันน้อยได้บ้าง โดยเฉพาะระหว่าง ศิษย์-อาจารย์ คนแก่-คนหนุ่ม ได้เป็นเยี่ยงกระจก หนึ่งที่เห็นสภาพสังคมไทยที่เป็นอยู่ขณะนี้ แม้เป็นกระจกบานเล็ก แต่ก็ชัดในการมองบางสิ่ง ที่แต่ละคนสนใจ เรียนรู้อะไรต่างๆในชีวิต ที่เหลืออยู่จากคนอื่นได้ด้วย โลกของการเรียนรู้อะไรต่างๆนั้นกำลังแปรรูป มหาวิทยาลัยกำลังไม่เป็นแหล่งสถิตวิชาแห่งเดียว แต่จะกลายเป็นความหลากหลายบนโลกของอินเทอร์เนท ผมจึงอยากปรึกษาตรวจสอบกันกับคนรุ่นใหม่ว่า สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่..ใช่หรือไม่? ทัศนะและความรอบรู้ของคนยุคใหม่จะเปลี่ยน ไปจากคนรุ่นเดิมอย่างผม ที่เคยเรียนรู้อะไร จากร้านกาแฟที่บ้านนอก..หรือไม่? โลกของอินเทอร์เนท จึงเป็นฝันของผมที่อยาก สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างอิสระต่างจาก มหาวิทยาลัย ที่กำลังจะกลายเป็นตลาดการค้าเข้าไปทุกทีขณะนี้...นะครับ เรียนรู้กันจากประสบการณ์ของกันและกันแล้ว ความต่างวัยต่างทิฐฐิกัน ก็จะลดน้อยหรือใกล้ชิดกันมากเข้า จนความแก่ความหนุ่มหรือความต่างวัย หมดสิ้นไปในสังคมไทย เมื่อนั้นเวลาก็จะมีความหมายน้อยลง.... จริงไหมครับท่าน?&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [15 ต.ค. 2545 , 11:52:08 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เห็นอะไรบ้าง(อีก)ในวันหยุด...&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผมมีโอกาศไปร่วมเลี้ยงรุ่นสถาปนิกกันที่ชะอำ ในวาระ อยู่ทนคบกันมาถึงสี่สิบปีแล้ว ก่อนจะแยกย้ายแก่ตาย กันไปในอนาคตอันใกล้ ผมเลือกสถานที่ให้ไปหลับ นอนกันที่บังกะโลของญาติฝ่ายน้องผม และก็มี ทางเลือกให้พักในโรงแรมไฮโซใกล้ๆได้ สำหรับ เพื่อนบางคนที่ยังไม่ยอมทำตัวติดดินเพราะรวย และ อยากเป็นฝรั่งจนตัวตาย โครงการนี้ น้องสาวผม...ไม่เลือกผมเป็นสถาปนิก เพราะคงกลัวผมเอาค่าแบบแพง เนื่องจากเห็นว่า ผมกำลังหาเงินแต่งเมียวุ่นตอนนั้น ..ข้อสังเกต ที่จะกล่าวนี้ สาระอยู่ที่ทรรศนะในงานสถาปัตยกรรม คือผมว่า..น้องสาวผมตัดสินใจถูกต้อง ที่ทำเองด้วยตัวเอง คือเลือกช่างก่อสร้างท้องถิ่น (ที่ไม่มีทักษะมากมาย) มาปลูกสร้างเรือนพักให้ทีละหลัง เก็บค่าเช่าได้มาก พอก็สร้างหลังต่อไป จนเกือบเต็มเนื้อที่สิบกว่าไร่แล้ว เก็บต้นมะขามใหญ่ไว้แทบทุกต้น ที่ๆเหลือด้านหลัง ก็บอกว่าจะสร้างแคมป์กราวด์ (ให้เช่าแบบนอนเต้นท์) คืนกำไรให้คนรายได้น้อยมาพักตากอากาศชะอำได้โดย ไม่ต้องน้อยหน้าพวกเศรษฐี ..คนอย่างนี้มีจิตใหญ่ครับ ทำโครงการที่พักตากอากาศเช่นนี้ จึงเป็นโครงการใหญ่ ที่ไม่ติด npl เลยหลังเศรษฐกิจล่มต่างจากโครงการอื่น ที่โดนเปลี่ยนมือเจ้าของเป็นนายแบงค์แทบทั้งนั้น บรรยากาศสถานที่นี้ ที่ซึ่งผมไปพักอยู่กับพรรคพวกตีน ติดดินที่ผมสนิทและไว้ใจกันตามที่คิดไว้ล่วงหน้า คนอื่นๆ ส่วนมากนั้นผมยุให้ไปจ่ายเงินค่าที่พักแพงๆที่ผมก็ติดต่อ กับเพื่อนเศรษฐีเจ้าของ(ติด npl เรียบร้อย)เลยได้ส่วนลดไม่ มากนัก พักกันแค่คืนเดียวก็เผ่นกลับกันแน๊บ ส่วนต่างในรุ่น คือพวกผมอยู่กันสองคืนตลอดงานโดยผมจ่ายค่าที่พักให้แทน เพราะฝากเงินให้น้องแค่น้อยนิดเป็นพอค่าน้ำค่าไฟ เหมือนให้ ขนมน้องราคาถูก จะเป็นไรไป เมื่อน้องสาวกลับจากเที่ยวต่างประเทศ รู้เข้าก็ดีใจเป็นปลื้มแล้ว ..มีคนจิตใหญ่เป็นญาติก็บุญอย่างนี้แหละ ผมเห็นความเป็นชุมชนไทย อยู่พักตากอากาศกันแบบ ชุมชนบ้านนอก มีทะเลขวางหน้า มีวัตถุนิยมครบเครื่อง รอบตัว ตัวสถาปัตยกรรมที่พวกเราเน้นเรียนกันหามรุ่ง หามค่ำขณะนี้นั้น เป็นเรื่องรองมากทีเดียว คนพักมาอยู่กัน เป็นครอบครัวใหญ่ มีลักษณะเหมือนการ reunion ของญาติ กันจริงๆ เป็นการคงรักษาจิตวิญญาณของคนไทยเช่นอดีตไว้ได้ อย่างหนึ่งหรือชั่วระยะหนึ่ง ผมว่าเหมือนเป็น eco-tourism ก็น่า จะโม้ได้นะ และผมว่า..ดีกว่าการทำโรงแรมแบบฝรั่งสูงๆ ที่เน้น ปัจเจกชนกันทุกวันนี้ ชนิดตัวใครตัวมัน คิดแบบแยกส่วนกันสุดๆ ซึ่งเมื่อไปพักแล้ว ผมว่าการแสดงบทนักท่องเที่ยวกันคงเฟื่อนแน่ เพราะถ้าเผอิญมีท้องฟ้าเป็นกระจกให้เห็นกิจกรรมที่เกิดใน สถาปัตยกรรมแบบตะวันตก และออกแบบโดยสถาปนิก จิตเล็กที่นึกเอาเองว่ามีจิตใหญ่ยิ่ง ..ไม่มองสถาปัตยกรรม เป็นเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ คือประเด็นที่ผมสังเกตที่ ไม่ใช่ตัวอาคารหรือสถาปัตยกรรมแบบโดดๆ..นะครับ ผมยังสังเกตพฤติกรรมของคนไทยและสภาพแวดล้อมที่เรา สร้างกันปัจจุบัน แบบชนิดไม่เป็นธรรมชาติหรือองค์รวมแบบ ไทยเท่าไรนัก เห็นพรรคพวกดื่มกินกันเช่น การดื่มไวน์กัน เหมือนซดดื่มกระแช่แต่จ่ายค่าเครื่องดื่มแพงกว่า ไม่มีรสนิยม เหมือนที่ผมเห็นฝรั่งทำกันในหนังเลย ผมว่าดื่มเบียร์ช้างน่า จะเหมาะกว่า เพราะนายแอ๊ดร้องโฆษณาว่าเป็นเบียร์คนไทย ทำเอง เหมือนดื่มแทนกระแช่ว่างั้นเถอะ (อ้อ..เพราะผมด่า ผม เลยดื่มชนิดตัวอย่างหลังครับ) ส่วนอาหารเช้าสำหรับเพื่อนใน กลุ่มผมบางคน เลือกขนมปังใส้กรอกไข่ดาวกาแฟ ผมดูมันขัดๆ ชอบกล ที่คนปรุงขายคือชาวบ้านกินส้มตำประจำ แต่ดันบริการ อาหารฝรั่ง ด้วยสีหน้าไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร เพียงแต่มีน้ำใจให้ลูกค้า ที่เป็นไทยแต่อยากกินอาหารแบบฝรั่ง ...ลองจินตนาการเอาเองนะครับ ว่ามันเข้ากันเป็นองค์รวมได้ดีอย่างไร ลองเปรียบเทียบพฤติกรรมกับผม และเพื่อนอีกคนก็ได้ที่กำลังกินโจ๊กหมูใส่ปาท่องโก๋ ว่าอันไหนเป็นองค์ แบบไทยมากกว่ากัน ส่วนพรรคพวกที่ผมหลอกให้ไปพักโรงแรมนั้น ก็ลองจินตนาการด้วยนะ ..สถานที่เหมาะกับอาหารเช้าแบบฝรั่งแน่ (เพราะทางโรงแรมบริการรวมกับค่าที่พักค้างคืน) แต่พฤติกรรมคนไทย ที่กินร่วมกับฝรั่งซิครับ มันเป็นองค์รวมแบบผสมกันอย่างไร? ผมว่า คงเหมือนสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของเราที่ออกแบบโดยพวกเรานั่นแหละ เพื่อการอยู่อาศัยแบบไทยหรือไม่? ....จะพอใจกันอย่างไร? ..ก็ตามแต่จะ คิดและปรารถนากันเองแล้วกันครับ ก็อวดมาว่า สถาปัตยกรรมวิทเอาท์สถาปนิก ก็น่ามีดีในแง่นี้บ้าง ก็ได้นะครับ ...ถ้าเผอิญเชื่อที่ผมอวดโม้มา..แต่ถ้าไม่เชื่อก็สอนกลับ ไปได้เลย ...ผมรอเรียนจากคุณๆอยู่แล้วล่ะ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [28 ต.ค. 2545 , 14:25:15 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;เรื่องอาจานหนุกดีครับ มาเล่าบ่อยๆ อ้อแล้วอาจานช่วยpostเวบของอาจานให้ทีครับ ผมอยากลองเข้าไปอ่านดู กลัวว่าต่อไปเวบนี้จะร้างไม่มีคนเล่นแล้ว ส่วนเรื่องอาคารโรงแรมสูงใหญ่นี่ผมเองก็ไม่ชอบแต่ก็พูดยากครับ คิดในหัวอกคนมีเงินคนรู้จักผมเคยว่าเค้าก็อาจจะคิดได้ว่าเค้ามีตังมาเที่ยวทั้งทีจะไปลำบากทำไม อีกอย่างแล้วจะให้ไม่มีตึกสูงใหญ่อย่างงี้แต่เป็นรีสอร์ทหลังเล็กๆแผ่ไปเต็มจนไม่เหลือที่ไว้ทำหาดเหรอไง ว่ากันแบบนี้ ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไง&lt;br /&gt;โดย eps [29 ต.ค. 2545 , 03:41:51 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ผมบอกไว้แล้วในกระทู้ที่ไทแมนถาม ที่เว็บบอร์ด ก็มีลิงค์ที่ home ไปที่ เว็บไซท์ผมด้วย มีบทความแปลไว้เยอะ วันนี้ก็คุยกับนิสิตในกลุ่มที่ทำทีสิส อยากให้ลองพิจารณาสถาปัตยกรรม ในแง่วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต และปรากฏการณ์ของสังคมไทยไว้บ้าง สถาปัตยกรรมจะเป็นส่วนของเรื่องราว มากกว่าสถาปัตยกรรมโดดๆตามวิทยาศาสตร์ แบบเดิม เช่นที่เราสะท้อนไว้ในยุคทันสมัย เรื่องความเหมาะสมระหว่างตึกสูงและตึกเตี้ยๆ ก็เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาความเหมาะสม เช่นที่คุณติงไว้ก็น่าพิจารณาเช่นกัน อยากให้พวกเราลองศึกษาแนวคิดของ green architecture ไว้บ้าง เป็นลักษณะ แนวคิดพวก eco-architecture ที่เอาเรื่อง นิเวศสิกขา มาทบทวนกัน ผมว่าจะมาแรง เพราะสภาวะโลกกำลังวิกฤติมากขณะนี้ วิทยาศาสตร์ใหม่ก็กำลังแปรไปสู่การพัฒนา ในแนวคิดใหม่ๆเกิดขึ้น ..ลองหาเรื่องนี้ อ่านในอินเทอร์เนทนะ หาที่ google.com ก็น่าพบบทความเรื่องเหล่านี้ ผมมีตุนไว้ บ้างพอสมควร ยังคอยอ่านอยู่ ..ได้เรื่องเหมาะ ก็จะแปลมาให้อ่านกันอีกในเว็บผมนะครับ ตอนนี้อ่านเรื่องวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณอยู่ ก็สนุกดี เพิ่งเขียนเอกสารที่เกี่ยวกับวิธีการ ออกแบบ โพสต์ไว้ที่คอลัมท์ เอกสารสัมมนา-๒ ลองไปอ่านที่ผมโม้ไว้...นะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [29 ต.ค. 2545 , 21:02:25 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ผมสนใจมานานแล้วครับ architecture without architect นี่นะ กรณีบ้านดินนั่นก็ด้วย แหม ความจริงถ้าว่าง จะนัดไอ้ไทแมน กับเพื่อนก๊วนเดิมไปคุยกับเพื่อนอาจารย์อีกสักครั้ง&lt;br /&gt;โดย ruzzian [1 พ.ย. 2545 , 00:19:57 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;ไปได้เลยทุกเมื่อ....นะครับ นี่ก็ตั้งใจว่าจะเอาบ้านเมีย มาใช้เป็นสุสานวิชาการของพวกเรา ฝากความคิดถึงไปที่ เคน ด้วย วันก่อนอ่าน มะเฟืองรอขวาน ของประภาสฯ ตอบคำถามให้ เคน เข้าใจว่าคงเป็นเคน คนเดียวกันนะ ว่างๆแวะมาที่นี่บ่อยนะ...อยากคุยเรื่อง คุณธรรมและจริยธรรมอิงวิทยาศาสตร์ใหม่ เพราะอาจช่วยพวกเราและผมผ่านโลกวิกฤติใบนี้ ไปได้บ้าง ...โลกมันร้อนขึ้นทุกวันครับ ลองกันนึกดู หมอฆ่าหมอ ..อาจารย์ใช้บริการ ทางเพศกับศิษย์ ...มันเป็นไปได้อย่างไรนิ ผมสะดุ้งและประหลาดใจจริงๆครับ..เห็นท่า น่าจะต้องกลับไปเยี่ยมคุยกับปู่ย่าตายาย กันให้บ่อยๆ..มีปัญหาอะไรจะได้ช่วย ยับยั้งชั่งใจเรากันไว้บ้างนะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [1 พ.ย. 2545 , 10:09:48 น&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;เรื่องโรงแรมสูง ผมว่ามันมีอุปสงค์ก็มีอุปทาน มีดีมานด์ก็มีสัพพลายครับ คิดว่าคงไม่ใช่สร้างให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเพียงอย่างเดียว นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เหมาะกับอาคารประเภทนี้ก็มีเยอะแยะ เช่นเดียวกับเรื่องอาหารเช้า ซึ่งเพื่อนของเพื่อนอาจารย์ท่านนั้นคงไม่ได้กินแบบนั้นทุกวันทุกมื้อมั้งครับ อาจจะแค่เปลี่ยนบรรยากาศ..... จริงๆแล้วก็น่าคิดครับว่าแบบไทยคืออะไร และเพื่ออะไร ผมยังไม่แน่ใจว่าไข่ดาวไม่ใช่อาหารไทยหรือ และยังไม่แน่ใจว่าปาท่องโก๋เป็นอาหารไทยจริงหรือไม่ การรับและแลกเปลี่ยนต่างๆเป็นสิ่งที่น่าสนใจนะครับ วิถีของมนุษย์ วัฒนธรรม ก็แปรไปได้ตามเวลาแหละครับ เบียร์นั่นก็ตัวอย่างที่ดี จะช้างหรือมิตรไวด้า เจ้าของมันก็ไทยทั้งคู่ แต่ขึ้นชื่อว่าเบียร์ ยังไงก็เยอรมัน เช่นเดียวกันกับเส้นก๋วยเตี๋ยวหรือพาสต้า พอผัดขี้เมาลงไปก็โมเมได้ว่านี่อาหารไทย หรือเปล่าน้า...??&lt;br /&gt;โดย armada [2 พ.ย. 2545 , 15:01:23 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 6&lt;br /&gt;เห็นด้วยครับกับข้อสังเกตุทุกอย่าง ก็ต้องคิดอย่างเป็นกลางหรือคิดแบบอิทัปปจจยตา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและก็ยังตอบว่าคิดอย่างไร? อย่างชัดๆก็ยังไม่อาจทราบได้ ..ถ้าบอกว่า คิดให้โลภโกรธหลงน้องๆเข้าไว้ ก็จะตอบแบบ เกาะอาศัยชายผ้าเหลืองมาตอบ..ไม่เข้าท่านัก ผมเองตอนนี้มีปัญหาครุ่นคิดในเรื่องการออกแบบ ที่เราเอาใจใส่รูปแบบอาคารมากเกินไป บางครั้ง ก็ให้ความสำคัญกับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้ใช้ น้อยไป เช่นการอยู่อาศัยแบบคอนโดสำหรับคนไทย ซึ่งปัญหาที่พบเห็นคือ เช่น การตากผ้าซักผ้า ..ก็ยังคิด ไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาเห็นผ้าตากที่ระเบียงอย่างไร ซึ่งพบเห็นแล้วสงสัยว่าพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ ไม่เหมือนฝรั่ง ทั้งที่อาคารเป็นรูปแบบทำนองเดียว กัน แม้รสนิยมการอยู่ในบ้านเดี่ยวธรรมดาเช่นกัน ก็ยังพบการเห็นอะไรขัดๆกันอยู่มาก ผมเลยลองพิจารณาความงามในเชิงกิจกรรมบ้าง โดยลดความสำคัญของการเน้นรูปลักษณ์อาคารลงไป บางทีเราอาจพบสถาปัตยกรรมในแง่ปรากฏการณ์ ได้มากขึ้นกว่าการเน้นรูปทรงแบบเดิมๆ .. ก็เลยลองนำเรื่องนี้มาลองสนทนากัน...ครับ และก็เห็นมีงานวิจัยลักษณะชุมชนไทยท้องถิ่น กันครึกครื้นขณะนี้ ..ตามแผนพัฒนาเมืองน่าอยู่ และชุมชนยั่งยืน..หรือ sustainable architecture แบบไทยๆ ..เลยชักจะแถกเรื่องออกไปๆใน หลายเรื่อง...ครับ ...ขออภัยด้วยนะครับ นี่ก็กำลังให้พวกเราลองคิดถึงกระบวนสุขภาพ ตามทฤษฎี system biology กันก่อนลงมือเสนอ รูปทรงโรงพยาบาลตามความคิดเดิมที่เป็นอยู่ ขณะนี้ที่เน้น สุขภาพเหมือนเครื่องจักรกล ให้ ความสำคัญกับการรักษากายโดยแพทย์ มากกว่า การรักษาใจที่เป็นกิจกรรมของพยาบาล ...ซึ่ง ถ้าเริ่มกันอย่างนี้ เราอาจได้รูปลักษณ์ของโรงพยาบาล ในแนวทางออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ๆ ผมกำลังเอาไปเสนอกันในสตูดิโอเทอมนี้..ครับ อยากให้มีพูดเรื่องเหล่านี้กันมากๆ..อย่าเพิ่งเบื่อ นะครับ ..ไหนๆชาตินี้ก็เลือกมาเป็นสถาปนิกกัน ก็ต้องคิดต้องพูดและต้องออกความเห็นกันมากๆ ด้วย....นะครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [3 พ.ย. 2545 , 14:48:47 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 7&lt;br /&gt;อ้อ..เรื่อง มะเฟืองรอฝาน..ที่ผม แถคุณประภาสเป็น ..รอขวาน ทั้งที่เผลอแต่ไม่อยากแก้ เพราะจี้ดี และก็ไม่อยากชมเพื่อนรุ่นน้อง คนเก่ง คนนี้มากนัก กลัวจะเหลิง เลยจะไม่ได้ อ่านเรื่องดีๆของแกอีก...ครับ&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [3 พ.ย. 2545 , 14:59:22 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-1791258267364544998?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/1791258267364544998/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=1791258267364544998' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/1791258267364544998'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/1791258267364544998'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_7157.html' title='อะไรเกิดขึ้นในวันหยุด..?'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb9bYs1hMI/AAAAAAAABgI/_eIRlCGxBYM/s72-c/writhingbook.gif' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-7875519257977282075</id><published>2009-01-21T02:31:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T02:40:56.177-08:00</updated><title type='text'>อาจารย์หายไปไหน</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb7FrmNH6I/AAAAAAAABf4/fVtGpmFEtWY/s1600-h/ATT5.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293694487041482658" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 96px; CURSOR: hand; HEIGHT: 77px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb7FrmNH6I/AAAAAAAABf4/fVtGpmFEtWY/s320/ATT5.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; แล้วอาจารย์ท่านอื่นๆไม่เล่นwebนี้หรือครับ หรือว่าพวกอาจารย์ไม่ค่อยรู้กัน ผมว่าในนี้มันแบบศิษย์กับครูไม่ใช่ publicมากเหมือ asa คือแบบเป็นกันเองส่วนตัว ไม่ต้องอายหรือกลัวคนโน่นคนนี้มาว่าหรือเห็นว่าเราโง่นัก555 อาจารย์ชวนกันมาเล่นเยอะสิครับจะได้ครื้นเครง ในนี้มันกล้าถาม กล้าตอบกันอยู่แล้วกล้าวิจารณ์ด้วย ผมว่าอ่านแล้วดี๊ ดี ได้ความรู้แถมรู้สึกดี ผูกพันกันระหว่าง ศิษย์ อาจารย์ ละมุนละไมดี ว่าแต่แล้วอาจารย์ทำไมถึงหนีไปหล่ะครับ&lt;br /&gt;โดย เมืองFISH_Sit [1 ก.ย. 2545 , 03:25:55 น.]&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ครู อาจารย์ เพื่อนอาจารย์ ฯลฯ ช่วยกันหน่อยครับ นิสิตเขาเรียกหาแล้วครับ ว่าแต่นิสิตอย่าห่างหายไปไหนด้วยละ&lt;br /&gt;โดย ครูประชาบาล [1 ก.ย. 2545 , 11:44:28 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ก่อนเว็บเดิมจะพักช่วงไป..แล้วกลายมาเป็นเว็บนี้ ผมเคยทายว่า หมดรุ่นบุกเบิก (จบไปแล้ว) เว็บจะเดี้ยง เพราะด้วยความหง๋อยๆ เด็กรุ่นใหม่ๆไม่ชอบคุยกับครูโบราณเท่าไร เพราะโลกทัศน์ไม่สอดคล้องกัน นักศึกษาโพ๊สมอร์เดิร์น มักคุยกับพวกมอร์เดิร์น ไม่ค่อยรู้เรื่อง..ขนาดผมบุกไปถึงถ้ำ ย้ำว่าโลกทํศน์ พวกท่านเป็นเช่นไร ผมเองจะได้เล่นถูก เขาก็ไม่ค่อยยอมบอก ..เพราะไม่อยากเล่นกับ..เอ็ง สู้เล่นกันเองดีกว่า..บลา..บลาๆ..ๆ หลายวันก่อน "อาจารย์" คนชวนผม ก็วานบอก ให้ไปแจมหน่อย ส่วนท่านจะแว็ปไปหาเงินบาท ส่งลูกสองคนเรียนนอกสักพัก เพราะกลัวเมียจะดูถูกว่า ไม่มีน้ำยาเหมือน "เพื่อนอาจารย์" ส่งลูกสาวเรียน นอกสำเร็จตั้งสองสาว ในช่วงบาทถูกๆด้วยซ้ำ ผมเลยเห็นใจ..บอกว่าเดี๋ยวจะมาช่วยบรรเลงให้เอง เพราะตอนนี้สบายแล้ว หมดภาระ รอคอยแค่เพียงตัวตาย เพราะแก่..เท่านั้น บ่น..โลกมนุษย์ทุกวันนี้ มันแบ่งแยกกันสิ้นดี คิดอะไรแยกส่วนแยกพวกแยกวัย อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน มันเป็นโรคคิดแบบ เดสคาร์ต ขึ้นสมอง โพ๊สต์มอเดิร์น vs มอร์เดิร์น แก่ vs เด็ก ครู vs ศิษย์ ไม่สู้คิดมองกันจาก ฐานรวมเดียวกัน เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มาประชุมกัน เป็นมนุษย์พันธ์รากเดียวกัน โดยน่าจะเรียนรู้ด้วยกัน ซึ่งกันและกัน ..น่าจะฉลาดและโง่พอๆกันได้เยอะๆ ผมว่าน่าจะดีกว่านะครับ พล่ามจนเกือบจบไม่ลงแฮะ!&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [1 ก.ย. 2545 , 17:59:27 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;คุยแลกเปลี่ยนความคิดกันมากขึ้น กลับเข้าใจตัวเองมากขึ้น กว่าเข้าใจคนอื่นซะอีก ขอบคุณล่วงหน้าที่ เพื่อนอาจารย์จะมาเพิ่มหน้าจอ ให้เยอะ ๆ เหมือนเดิม บางครั้ง ตาลาย ก็สนุกดี เพราะแถมความคิด กะ ความรู้&lt;br /&gt;โดย เด็กวัด [1 ก.ย. 2545 , 21:27:59 น&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;จบไปแล้วก้อยังมาjam ได้คับอาจารย์---ไม่ได้หนีหายไปไหนคับ----ยังไงผมยังถือตนเป็นนักศึกษา---หมายถึง ผู้ใฝ่ศึกษาอ่ะคับ---- อยู่เสมอแหละคับ ยังคงต้องคิด ต้องถาม ต้องถก กับผู้ที่มีประสบการณืมากกว่าอยู่ดี ก้อยังคงต้องรบกวนอาจารย์ต่อไปเรื่อยเรื่อยคับ ก้อเลยหวังว่าอาจารย์จะยังคงแวะเวียนเข้ามาพูดคุยเหมือนเมื่อตอนเริ่มเปิดบอร์ดนี้ใหม่ใหม่อะคับ ขอบคุนอาจารย์ทุกท่านที่ยังคงกรุณาศิษย์อยู่ แม้ว่าจะจบไปแล้ว คับ _/I\_&lt;br /&gt;โดย ไทแมน [1 ก.ย. 2545 , 22:53:11 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;อธิบายนิดคับ สัญลักษ์นี้ _/I\_หมายถึงการพนมมือไหว้นะคับ กลัวอาจารย์จะสื่อสารกับเด็กยุค gt.x ไม่ทันอะคับ55555&lt;br /&gt;โดย ไทแมน [1 ก.ย. 2545 , 23:01:00 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 6&lt;br /&gt;จะให้ฝอยเรื่องอะไรก็ว่ามาอีก กำลังฝึกเขียน ..ข้อความเลยยาว กำลังคิดๆอยู่ ว่าจะเขียนเรื่องสั้น แบบมินิมั่มอิสซึ่ม..สยบนายปราบดา ให้ได้....ฝันของคนแก่ๆ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [2 ก.ย. 2545 , 11:58:09 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 7&lt;br /&gt;อาจารย์ครับ....ที่ท่านบอกว่าบุกถึงถ้ำเพื่อถามว่าโลกทัศน์ของพวกผมเป็นเช่นไรนั้น หาใช่พวกผมไม่ยอมบอก.....เอ็ง....ท่าน....อะไรก็แล้วแต่ แต่พวกผมอ่านไม่รู้เรื่องครับ.....จริงๆ ถ้าท่านอาจารย์จะกรุณาละสำนวนของปราบดา หยุ่น แล้วใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายกว่านั้น ผมเชื่อว่าจะมีคนตอบมากกว่านั้นครับ&lt;br /&gt;โดย นักศึกษาโพสท์มอเดิร์น [7 ก.ย. 2545 , 22:09:33 น&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 8&lt;br /&gt;ผมว่าภาษาที่แกใช้ก้อไม่ได้ยากเย็นเข้าใจยากอะไรนี่คับ เอางี้ไหมคับ ลองอ่านเเล้ว---ิคิด----ไปด้วย น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก เปิดใจหน่อยก้อดีนะคับ ปล..ลองอ่าน palimset ดูสิคับ ผมว่านั่นน่ะภาษาอ่านยากขอ งจิง&lt;br /&gt;โดย ผมว่านะ [8 ก.ย. 2545 , 00:46:05 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 9&lt;br /&gt;บทสนทนาต่อไปนี้จะยาว..เช่นเคย เพราะผมจะเรียนรู้ ...โดยการเขียน ตามทัศนะของคุณวิน เลียววาริณท์ คนเก่งที่ทำให้คณะเราดูดีขึ้น การไม่รู้เรื่อง หรือไม่เข้าใจอะไร ที่อ่าน อันหนึ่งเป็นเพราะเราไม่สามารถโยงสิ่งนั้น กับประสบการณ์เดิมที่เราเคยรู้และเข้าใจ หรือไปสนใจสาระ-คำตอบที่เขาอาจเน้นที่ขบวนการ หรืออาจเกิดจากการไม่สนใจเรื่องนั้น..ขณะนั้น ฯลฯ ถ้า..เราไม่รู้เรื่อง แต่สนใจจะรู้..อะไรก็ได้ วิธีหนึ่ง(วิเคราะห์)..เราก็จะต้องแบ่งแยก ตัดตอน เลือกเอา ส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจคนละเรื่อง ก็ได้ เพื่อโยงกันให้ได้กับประสบการณ์เดิม หรือสิ่งที่เราอยากรู้ การตอบโต้ แสดง ความคิดเห็นก็จะเกิดขึ้นได้ ...โดยสรุปนี่ คือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่วิธี การฝึกทักษะแก้โจทย์เช่นทางคณิตศาสตร์ คำตอบในเรื่องสถาปัตยกรรม ไม่ใช่เรื่องผิด-ถูก อาจเกิดจากการตั้งคำถามที่ยังไม่รู้เรื่อง แล้วค่อยไป วิเคราะห์ไปจนได้เรื่อง เหมือน การทำปัญหาแปลก ให้คุ้นเคย แล้วทำเรื่องที่รู้แล้ว ไม่ให้รู้เรื่องอีก (ทำปัญหาที่คุ้นเคยให้แปลกอีก..ตามวิธีการ synectic) พอใจถึงระดับไหนก็เอาคำตอบอันนั้นเป็นข้อยุติ นี่ถึง..จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ สถาปนิกต้องสร้างคำถามเองของตนพร้อมการ ให้คำตอบด้วย ไม่ควรตอบคำถามของคนอื่นเสมอไป ผมสนใจเรียนรู้และพัฒนาการการเรียนรู้ ด้วยวิธีนี้ จึงชอบแสดงความคิดเห็นโดย ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องประเด็นที่เสนอมา หรืออาจ เปลี่ยนประเด็นไปเลยก็ได้ ถ้าทำให้เกิดความคิดได้ ผมคุยเฮฮากับเพื่อนสถาปนิกได้สนุกสนาน ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่ใช่เน้นตรงคำถามหรือคำตอบ แต่เป็นขบวนการ ที่คุยแล้วทำให้สนุกสนาน โดยไม่ต้อง โกรธกัน ตีหัวกันเอง เพราะเถียงกันเรื่องถูก-ผิด การเน้นที่ "ขบวนการ" เป็นการพัฒนาเชิงจำนวนของ ความคิดจะได้จำนวนคำตอบ ไม่ใช่แสวงหาความคิดเดียว คำตอบเดียวที่เรานึกว่าเป็นคำตอบถูกต้องเดียว ... ซึ่งไม่มีในโลก...โดยเฉพาะในเรื่องสถาปัตยกรรม ผม..อ่านเรื่องที่ไม่รู้เรื่องที่สุดคือเรื่องปรัชญา บ้าๆบอ อะไรๆ ฯลฯ ที่ปวดหัวสุดคือเรื่องแนวคิดvsความจริง แต่ผมก็ทนอ่าน แล้วก็เลยชอบอ่านอยู่เรื่อย ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่อง แต่บางทีนำหลายๆเรื่องที่ไม่รู้เรื่อง มารวมกัน กลับทำให้ได้เรื่องได้ราวบ้างเหมือนกัน อ่านอะไรอย่าด่วนตัดสิน เพราะความต้องการคือแค่ การอ่านในตอนนั้นพอ ท่านผู้รู้บอกว่า ให้จิตเราเริงระบำ ไปกับตัวอักษร นั่นและดี จับต้องตรงไหนได้ก็จับ จับไม่ได้ก็เต้นระบำไปเรื่อย ทีหลังไปอ่านอีกเล่ม ก็จะได้เรื่องได้ราวเพิ่มขึ้น...เขาว่าอย่างนั้น ..ผมเชื่อ เลยชอบอ่านและคิดในสิ่งที่ไม่รู้เรื่อง ให้รู้เรื่องให้ได้ แล้วก็ทำให้มันไม่รู้เรื่องอีก เพื่อจะได้รู้เรื่อง..อีกเรื่อง ผมว่า..นี่คือการเรียนรู้ให้คิด..ไม่เน้นให้จำ..จำ ส่วนใครจะว่า..คิดอะไรก็ควรคิดให้ได้เรื่อง (ด้วย) ก็ไม่ว่า..เพราะจริงๆแล้วมันก็ได้เรื่องทั้งนั้น เพียงว่าใครจะสนใจเอาเป็นเรื่องหรือป่าว? ความคิดสร้างสรรค์มักคิดมาจากเรื่องที่ไม่รู้เรื่อง แล้วทำให้เป็นความคิดนั้นกลายเป็นการคิดที่รู้เรื่อง กลับมาเรื่องที่ไปเสนอประเด็นในถ้ำ ก็มีหลายๆเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ นักศึกษาโพ๊สต์มอร์เดิร์นกับการมีส่วนร่วม กับสังคมโดยรวม ซึ่งสงสัยโดยกลุ่มนักศึกษามอร์เดิร์น ว่าทำไม ไม่ "เริด" เหมือนพวกเขา ซึ่งผมว่าเรื่องนี้ คิดโต้คิดแย้งคิดร่วมได้มากมาย ผมชอบเรื่องที่ได้ยิน (ส่วนตัว)จากนักศึกษาโพ๊สต์มอร์เดิร์นคนหนึ่ง ที่ไม่ประสงค์ เขียนบอกในที่สาธารณะ เล่าประสบการณ์ว่าเคยช่วยเหลือ สุนัขบนทางด่วนให้ปลอดภัย ..ผมว่าเรื่องนี้น้อยคนจะทำได้ หรือจะทำให้กับสุนัขได้สะดวกใจเท่าทำให้สังคมหรือประชาชน ที่บางพวกชอบอ้างถึง แล้วทึกทักว่า ข้าคือผู้ช่วยเหลือสังคม ประชาชนเท่านั้น ..พวกสุนัขเอาไว้ทีหลัง รอก่อน ตายบน ทางด่วนไปก่อน ..ผมว่านี่เป็นการช่วยสังคมแบบจอมปลอม ที่เรากำลังสร้างเป็นนิสัยและประเพณีไปแล้ว (ทำให้นึกถึง คำสอนขงจื้อในทำนองที่ว่า ...จงจัดการตัวเองหรือครอบครัว ตัวเองให้ดีเสียก่อน แล้วจึงคิดไปจัดการคนอื่นหรือสังคมโดยรวม) เรื่องอย่างนี้ผมอยากฟังเสียงกันจริงๆ ..ไม่น่าจะเกรงใจกันจนเกินเหตุ จริงไหม? ครับ ป.ล. จะเกี่ยวกับการออกแบบสถาปัตยกรรมไหมเนี่ย? ..ผมว่า.เกี่ยวนะ อ่านกันดีๆ เลือกกันดีๆ อย่าเอาแต่หมั่นไส้ คนเขียนอย่างเดียว..เสียล่ะ..... อ้อ ช่วยขยาย palimset ให้ทราบด้วยซิ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [9 ก.ย. 2545 , 10:07:43 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 10&lt;br /&gt;แอบแวะเข้ามาทักทาย palimset เอ...รู้สึกจะไม่ได้สะกดอย่างนี้นี่นา เป็นหนังสือที่ จาร พรหมินทร์ ทำ มีออกมาสี่เล่ม คับ&lt;br /&gt;โดย M&amp;amp;e [10 ก.ย. 2545 , 01:39:53 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 11&lt;br /&gt;เด๋วผมzerox ไปให้อ่านคับ หาซื้อไม่ค่อยมีคับ พิมพ์ทีพิมพ์น้อยคับ แต่ต้องแลกกะเบียร์เหยือกนึงนะคับ5555&lt;br /&gt;โดย ไทแมน [10 ก.ย. 2545 , 03:17:22 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 12&lt;br /&gt;อืม... ผมอ่านของจานมานาน เพิ่งเข้าใจจานมากขึ้นจากกระทู้เนี้ย ตอนเรียนอยู่ฟังเรื่งหมาบนทางด่วนทีไรก็ขำในใจว่า เอาอีกละ จานเล่าอีกละ ไม่รู้จานจำได้ป่าวว่าเล่าให้ผมฟัง 3รอบละ&lt;br /&gt;โดย เด็กหัดเดิน [10 ก.ย. 2545 , 06:50:23 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 13&lt;br /&gt;คุณรู้ไหม?...น่าจะรู้แน่นอน การสอนกันไปเรียนกันไปโดยไม่รู้ใคร เป็นศิษย์ใครเป็นอาจารย์ นั้นมันดี มันควร..ต้องเป็นการเรียนรู้ที่ถูกต้อง แน่นอน..ตอนผมหนุ่มๆเหมือนคุณ ผมก็แม่นอยู่มาก ชอบเตือนคนแก่กว่า พูดซ้ำๆซากๆเหมือนกัน พอถึงเวลาของตัว เองเข้า ก็เป็นแก่เหมือนกัน ...แล้วก็ไม่นานเกินรอ ก็จะพาลเล่าเรื่องเก่า เรื่องตัวเอง เข้าให้ทุกที โลกทัศน์มันเลยแคบสุด แต่ดันโง่นึกกว่ากว้าง มันน่าสมเพชจริงๆ ..ซึ่งผมก็พยายามแก้อยู่ ทั้งทั้งที่นักจิตวิทยาเตือนให้อ่านก่อนนานแล้ว ดันลืม สติแตกบ่อยๆ..ว่าแต่คุณก็เถอะ ระวังตอนแก่ตัว ก็อาจเดี้ยงได้ง่ายๆ ต้อง หมั่นลับสมองลับความคิดให้คมๆเข้าไว้นะครับ เพราะฉนั้นจงหมั่นคบหาคุยกินเบียร์กับเด็กๆ ให้บ่อย แต่อย่าดันไปหลงเด็กเพราะเรื่องอื่น เดี๋ยวจะยุ่งจนกลายพันธ์เป็นแย่ ขอบคุณ (มากกว่าการขอบใจ) ที่แวะเวียน มาสอนมาเรียนด้วยกัน...นี่แหละที่ พุทธศาสนาเขานิยามว่า..สังคมแห่งกัลยาณมิตร ..ล่ะคุณ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [10 ก.ย. 2545 , 19:00:25 น.]&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 14&lt;br /&gt;ผมว่าที่ปัจจุบันคนเรามีความเป็นส่วนตัว(อาจเรียกว่าตัวใครตัวมัน)มากขึ้น ทั้งๆที่เราอยู่ในโลกของการสื่อสารที่ก้าวหน้าไวมากๆ คิดจะโทรหาใครก็โทรหาได้ทันทีด้วยโทรศัพท์มือถือ ผมว่าเป็นเพราะเราได้พบปะผู้คน รับรู้ข้อมูลข่าวสารมากมาย จนสูญเสียความเป็นตัวตนของเราที่แท้จริงไป คอยตามกระแสไปวันๆ ขาดสติ ในการตัดสินใจชีวิตของตนเอง ทำให้เกิดความต้องการความเป็นส่วนตัวขึ้นมาต่อต้าน เหมือนที่มีกระแสของความเป็นท้องถิ่น ประมาณภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือสถาปัตยกรรมท้องถิ่นขึ้นมาต่อต้านกระแสของโลกาภิวัฒน์ มีอยู่วันนึงผมคุยกับเพื่อนเรื่องบ้านอยู่ เขาก็พูดน่าข้อสังเกตข้อนึงขึ้นมาว่า บ้านในปัจจุบันในปัจจุบันชอบมีสนามหรือคอร์ทกลางบ้านมากขึ้น เป็นแบบมองเข้ามาข้างใน(look inward) ผมว่ามันมีผลมาจากการที่เราต้องการความเป็นส่วนตัวกันมากขึ้นน่ะครับ แล้วต่อไปบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร มองไปทางไหนคงมีแต่กำแพง ผนังทึบรอบๆบ้าน ผู้คนพูดคุยกันเฉพาะเรื่องงาน เรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง ผมว่าถ้าเราออกแบบบ้านที่มีสวนอยู่รอบๆบ้าน แล้วสวนของบ้านแต่ละหลังมาต่อกันจะเป็นยังไง ขอบบคุณครับที่อ่านความคิดของผม คิดยังไงกันบ้างครับ&lt;br /&gt;โดย Chidora [17 ก.ย. 2545 , 12:36:27 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-7875519257977282075?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/7875519257977282075/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=7875519257977282075' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/7875519257977282075'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/7875519257977282075'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_5266.html' title='อาจารย์หายไปไหน'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb7FrmNH6I/AAAAAAAABf4/fVtGpmFEtWY/s72-c/ATT5.gif' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-6878605628942551167</id><published>2009-01-21T02:22:00.000-08:00</published><updated>2009-01-27T20:43:35.937-08:00</updated><title type='text'>ขอคำแนะนำสำหรับการฝึกงานค่ะ</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb4twQXhQI/AAAAAAAABfw/kJwEOcU2cvU/s1600-h/1150812317.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293691876951950594" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 188px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb4twQXhQI/AAAAAAAABfw/kJwEOcU2cvU/s320/1150812317.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; แนะนำเรื่องอะไรก็ได้ค่ะ...ขอบคูณมาก&lt;br /&gt;โดย อีกไม่นานก็ต้องฝึกกันแล้ว [14 พ.ย. 2545 , 20:24:13 น.]&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;อยากฝึกงาน หรือต้องฝึกงานตามตารางสอน เรียนอะไร หรือรู้อะไร ถึงจะได้ไปฝึก&lt;br /&gt;โดย ครูประชาบาล [14 พ.ย. 2545 , 23:35:04 น.] &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ตอนนี้ฝึกงานเขาได้เดือนละเป็นหมื่น ระวังโดนเอาเปรียบก็ละกัน&lt;br /&gt;โดย mbk [20 พ.ย. 2545 , 14:15:22 น.] &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;make coffee&lt;br /&gt;โดย 5555555 [23 พ.ย. 2545 , 08:47:03 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;การฝึกงาน ทางคณะฯคงมีนโยบายเพื่อให้นิสิตปีสี่ เตรียมตัวไปเป็นสถาปนิกโดยอาชีพ หลายคนมาคุยเรื่องนี้ บ้างขอความเห็นที่จะไปฝึกงานต่างประเทศ ผมว่าก็ดีครับ ที่สำคัญเราจะได้รู้จักการทำงานร่วมกับคนอื่น ทราบบทบาทและสภาพที่จะเกิดขึ้นในการทำงาน เมื่อต้องไปประกอบอาชีพต่อไป ตรงนี้ถ้าทางคณะฯเปิดโอกาสมากๆ ไม่เจาะจงฝึกในสำนักงานสถาปนิก ก็จะดี เช่น ผมอาจสนใจงานออกแบบหรืองานอาชีพโฆษณา เผอิญอีกที่ได้ฝึกงานในสาขานี้ ผมก็อยากทำ เพราะมารู้ตัวเอาในปีสี่ว่าเป็นนักโฆษณาสนุกดี ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็จะสบายใจมากถ้าได้ทำ ในความเห็นผมการฝึกงาน เป็นการเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับสังคมรอบตัว ถ้าได้ร่วมงานในเรื่องต่างๆได้มาก ก็น่าจะเปิดโลกทัศน์ ได้มากกว่าการมุ่งฝึกงานในอาชีพสถาปนิก ซึ่งบางครั้ง โอกาศอาจอำนวยให้ได้ไม่มากนัก แต่นั่นแหละนี่เป็นความคิดแบบเดิมที่จะสอนคน ให้ไปทำงานตรงอาชีพที่กำหนดไว้ในการศึกษา ก็อาจเป็นอุปสรรคในการกลับตัวกลับใจ ที่จะทำอาชีพอื่นที่แต่ละคนอาจคิดได้ และอยากทำอยากรู้เรื่องสาขาอื่นในขณะนี้ อย่างไรก็ตามถ้าต้องไปฝึกงานในกฏเกณฑ์นี้ ก็ทนไปฝึกดู อาจเกี่ยวได้บ้างในเรื่องธุระกิจก่อสร้าง หรืออสังหาริมทรัพย์ หรือการบริหารโครงการก่อสร้าง ก็ถือว่าควรเป็นเรื่องที่น่าเข้าไปลอง ฝึกดู ทำตามที่เขากำหนดไว้ก่อน ก็ไม่น่าเสียหายอะไร ทำไปก่อนนะครับ ส่วนภายหลังค้นพบว่าเราชอบการขายก๋วยเตี๋ยว จบได้ปริญญาสถาปัตย์แล้ว ก็ค่อยตัดสินใจอีกที โลกนี้ ชีวิตนี้เป็นของเรา ก็ควรทำในสิ่งที่ตนเอง รักชอบ แล้วการดำเนินชีวิตก็จะเป็นสุขได้ ...นะครับ ขอให้โชคดีกันทุกคนละกัน&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [25 พ.ย. 2545 , 10:06:46 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ขอบคุณค่ะ&lt;br /&gt;โดย :) [25 พ.ย. 2545 , 18:40:46 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-6878605628942551167?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/6878605628942551167/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=6878605628942551167' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/6878605628942551167'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/6878605628942551167'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_9190.html' title='ขอคำแนะนำสำหรับการฝึกงานค่ะ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb4twQXhQI/AAAAAAAABfw/kJwEOcU2cvU/s72-c/1150812317.gif' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-6240623188362844292</id><published>2009-01-21T02:13:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T02:20:55.903-08:00</updated><title type='text'>อยากมีเพศสัมพันธ์ค่ะ</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb2mYVB_yI/AAAAAAAABfo/shh9pQ64_KI/s1600-h/ATT6.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293689551246720802" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 133px; CURSOR: hand; HEIGHT: 167px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb2mYVB_yI/AAAAAAAABfo/shh9pQ64_KI/s400/ATT6.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; อยากมีเพศสัมพันธ์ค่ะ&lt;br /&gt;โดย test [22 ธ.ค. 2545 , 18:46:07 น.]&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ถ่อยๆๆๆๆๆๆ&lt;br /&gt;โดย landscaper [23 ธ.ค. 2545 , 08:43:55 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;ไม่ว่าท่านเป็นหญิงจริง หรือชายแท้ ขอคุยเรื่องนี้กันดังต่อไปนี้ เมื่อเช้านี้ได้ข่าวจากสื่อว่า ..พวกนักเรียนสมัยนี้เรียกร้อง อยากได้ครูประเภทสรวมเสื้อสายเดี่ยว อายุไม่เกิน ๒๕ เพราะหากเรียนกับครูแก่ๆ ก็จะเหมือนโดนตา-ยาย คอยตามมาหลอกหลอนกันอีกถึงโรงเรียน นี่เป็นการ เรียกร้องเรื่องเพศ ...ใช่ไหม? อารมณ์ที่เกิด "อุปทาน" เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติทั้งหญิงทั้งชาย สำหรับคนในวัยเจริญพันธ์ คือ ผู้ยังมักฝักใฝ่อยู่กับ "ความเกิด" เพื่อการสืบต่อภพชาติ มากกว่าคนแก่ที่มักใฝ่กับ "ความดับ" ซึ่งก็เพื่อความเกิดอีกอยู่ดี ..แต่หากอยากตัดตอนวัฏฏะ หรือ การสืบต่อภพชาติเช่นนี้ ก็ต้องเจริญรอยตามคำสั่งสอน ขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระพุทธศาสนา คำกล่าวจั่วหัวกระทู้เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าละอายแต่อย่างไรเลย นะครับ ..ปุถุชนก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้นแล ทีนี้ลองมาพิจารณาเพื่อการลดทอนเรื่องนี้ดูกันบ้าง ส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้น ทางพุทธศาสนาเตือน ให้ลองลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงให้น้อยๆหน่อย เพราะการบริโภคอาหารนั้นจะสัมพันธ์กับอารมณ์ ที่เกิดขึ้นของมนุษย์ โดยเฉพาะอุปทานในเรื่องกามารมณ์ หรืออารมณ์ทางเพศ ที่เกินเลยปกติตามธรรมชาติ มนุษย์นั้นต่างจากสัตว์ในเรื่องนี้มากทีเดียว เพราะมีจิตที่ใหญ่โตกว่าสัตว์ เลยไม่ค่อยบันยี้บันยัง การสร้างอารมณ์ต่างๆเท่าไรนัก ..... ต่อไปนี้ค้นหามาจากเรื่องราวที่บันทึกในพระไตรปิฏกฯ และการอธิบายของผู้รู้ต่างๆ ..นะครับ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน? วัตถุแห่งความยึดของบุคคลนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ๔ ประการ เรียกว่า อุปทาน ๑. กามุปาทาน ความยึดมั่นในกาม ๒. ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในทิฐิ ๓. สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในศีลและพรตหรือพิธีรีตองต่าง ๆ ๔. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในตัวตน แต่..จะขอเน้นเฉพาะ กามุปาทาน ไม่งั้นจะยาว จนเบื่อแล้วไม่อยากอ่าน เลยยังไม่รู้อยู่อีกต่อไป อุปาทาน อธิบายเพิ่มเติมโดยท่านอาจารย์ วศิน อินทสระ เน้นย้ำเป็นดังนี้.. ------------------------------ โดยทั่วไปชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความยึดมั่น เร่าร้อนอยู่ด้วยความต้องการ อันไม่มีขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุด ถูกความอยากเผาลนให้เร่าร้อนอยู่ภายใน แม้สิ่งที่เขาเข้าใจว่าเป็นความสุขหรือความสนุกสนานเพลิดเพลิน ก็มีความทุกข์เจือปนอยู่ แต่มนุษย์ก็ยังต้องการ ๑. กามุปาทาน ความยึดมั่นในกาม กามแปลได้ ๒ อย่าง คือ ความใคร่อย่างหนึ่ง สิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนาอย่างหนึ่ง อย่างหลังท่านเรียกว่า วัตถุกาม อย่างแรกเรียกว่า กิเลสกาม รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่น่าปรารถนาน่าพอใจ นั่นเองเป็นวัตถุกาม คือ เป็นที่ตั้งแห่งกามเป็นสิ่งเร้าให้เกิดความ ใคร่ส่วนตัว ความใคร่เองท่านเรียกว่า กิเลสกาม มนุษย์ทั้งหลายได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของกามทั้ง ๒ นี้ อย่างไร เห็น ๆ กันอยู่แล้ว มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ว่า ความสุข ของเขาจะมีได้ก็ต้องอาศัยกาม คือต้องได้เห็นรูป ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้นรสและได้ถูกต้องสิ่งที่น่าใคร่iน่าปรารถนาน่าพอใจ ปราศจากสิ่งเหล่านี้เสียแล้วเขาจะมีความสุขไม่ได้ แม้ตัวความใคร่เอง ซึ่งมีสภาพเป็นสิ่งเร่าร้อนกระวนกระวาย ทำปัญญาให้มืดมน ทำจิต ให้ตกต่ำ เขาก็ยังเข้าใจผิดไปว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของเขา ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะ เขาไม่เคยได้รับความสุขใดที่เหนือกว่านี้หรือแปลกไปกว่านี้ เช่นความสุขอันเกิดจากความสงบ หรือเกิดจากคุณธรรม เหมือนเด็ก ที่พอใจแต่ในความสุขอันเกิดจากการเล่นทรายหรือโคลนตม แต่พอเขา เป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาก็เลิกพอใจในความสุขอย่างนั้น แต่พอใจในความสุข ที่สะอาดกว่า ประณีตกว่า เขาจะไปจับต้องทรายหรือโคลนตมก็ด้วยความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเกี่ยวกับการงานเป็นต้น แล้วก็รีบล้างมือ ล้างตัวให้สะอาด ในทำนองเดียวกัน คนที่จิตใจยังเยาว์ยังไม่ได้รับการพัฒนาทางจิตใจ ย่อมพอใจหมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกาม ด้วยความสำคัญผิดและยึดมั่นอยู่ว่า "กามนี้เท่านั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข" แม้ถูกหนามแห่งกามทิ่มแทงเอา ถูกไฟคือกามเผาลนเอาก็ยังไม่รู้สึก สำคัญผิดไปอีกว่าเป็นเพราะเหตุอื่นและโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ ที่แท้เป็นเรื่อง ของความใคร่ในกามคุณของตนเอง เป็นเรื่องความยึดมั่นของตนเอง ตัวอย่างเช่น ชายหนุ่มรักหญิงสาว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นความใคร่ในกามคุณ เสียมากกว่าความรักแท้รักบริสุทธิ์ แต่เขายังเข้าใจผิดว่าความรักของเขาบริสุทธิ์ เขารักด้วยต้องการเชยชม รูป เสียง กลิ่น รสและผัสสะทางกายที่จะพึงได้จากหญิงนั้น แม้จะมีเรื่องคุณธรรมและความเห็นอกเห็นใจเจืออยู่ด้วยก็ตาม ข้อพิสูจน์ว่า เขารักใคร่ด้วยอำนาจกามคุณก็คือ ถ้าหญิงนั้นไปเกี่ยวข้องกับชายอื่นในแง่ เสน่หา เขาจะโกรธมาก อาจทำลายชีวิตของหญิงนั้นเสียก็ได้ นี่หรือรักแท้ รักบริสุทธิ์ ความจริงมันคือกามคุณที่เขาพากันเรียกเสียใหม่ว่า ความรัก เพราะความรักของเขาเต็มไปด้วยความยึดมั่น หวงแหน คับแค้น เร่าร้อน ริษยาและทำให้เกิดโทสะง่ายที่สุด ในกรณีที่หญิงสาวรักชายหนุ่ม ก็เหมือนกัน ในรายที่แต่งงานกัน จนมีลูกด้วยกันแล้ว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปรักคนอื่นอีก ก็ถือเป็นเรื่องเดือดร้อนมาก ความริษยา ความชิงชัง ความอาฆาตเคียดแค้น เกิดขึ้นอย่างสุดจะพรรณาได้ จนถึงกับทำร้าย ทุบตีและประหารชีวิตของ ฝ่ายหนึ่งเสียก็มี ความเคียดแค้นเหล่านั้น สืบเนื่องมาจากความใคร่ ความยึดมั่นในกาม ข้อพิสูจน์ก็คือ ในรายที่เรามิได้มีความใคร่ ความยึดมั่นในกามก็ไม่ทำให้ เราเดือดร้อนได้ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะไปทำอะไร อย่างไร กับใครที่ไหน การทำการแก้แค้น สร้างเวรสร้างกรรมจนเขาเสียชีวิตและตนเองต้องเป็น อาชญากรนั้นเป็นเกียรติยศนักหรือ ? ลูกของตนซึ่งมีพ่อหรือแม่ เป็น อาชญากรนั้นเป็นเกียรติยศนักหรือ ? การต้องไปติดคุกติดตาราง ถึง ๒๐ - ๓๐ ปี นั้นเป็นเกียรติหรือ ? ถ้ามองชีวิตในระยะยาวจะเห็นว่าไม่ควรทำ เมื่อเหตุกราณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นก็ควร จะละอุปาทานในกามเสีย และถือเป็นโอกาสปลีกตนออกจากกาม ซึ่งเป็นของร้อน เข้าหาความสงบเย็นในธรรม หรือการบำเพ็ญคุณงามความดีให้สูงขึ้นไปจน ใจพ้นจากความยึดมั่นและจะเห็นคุณค่าของการทำอย่างนี้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม กามคุณนี่แหละ คือเสน่ห์ของโลก เพราะมันเป็นเหยื่อของโลก (โลกามิส) ทำนองเดียวกับเหยื่อที่ติดอยู่กับเบ็ดหุ้มเบ็ดอยู่ นั้นแหละคือ เสน่ห์ของเบ็ด ปราศจากเหยื่อแล้วจะไม่มีปลาตัวใดติดเบ็ด เพราะเหยื่อปลาจึงติดเบ็ด ได้กินเหยื่อเพียงนิดเดียว กลืนเบ็ดเข้าไปด้วย ปลาโง่ จึงถูกพรานเบ็ดลากไปได้ตามปรารถนา และวัดขึ้นบกต้องทุรน ทุราย ทุกข์ทรมานไปจนกว่าจะสิ้นชีวิตและเป็นเหยื่อของพรานเบ็ดนั่นเอง ลองนึกดูเถิดว่าคนในโลกที่พอใจติดเหยื่อของโลกแล้วต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ใน โลกนี้มีประมาณเท่าใด น่าสงสารเพียงใด น่าช่วยเหลือเพียงใด อย่างน้อย ช่วยให้เขาได้รู้ว่าเหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วย ขอให้กินเหยื่อด้วยความระมัดระวัง ถ้าฉลาดขึ้นก็จะกินแต่เหยื่อได้โดยไม่ติดเบ็ด ทำให้พรานเบ็ดต้องเก้อ ยกเบ็ดขึ้นดูบ่อย ๆ เห็นแต่เบ็ด เหยื่อหายไป แต่จะมีใครสักกี่คนเล่าในโลกนี้ ที่เป็นเช่นปลาฉลาด รอบรู้ และที่ฉลาดขึ้นไปกว่านั้น ก็สามารถรู้ได้ว่าเหยื่ออันใดมีเบ็ดเหยื่ออันใดไม่มีเบ็ด เลือกกินเฉพาะเหยื่อที่ไม่มีเบ็ด ก็จะสามารถรักษาตัวให้ปลอดภัยโดยตลอด ความกำหนัดในกามเป็นอาสวะ (สิ่งหมักดอง) อย่างหนึ่ง ซึ่งหมักหมมอยู่ใน จิตสันดานของสัตว์โลก ยากที่จะละหรือปลดเปลื้องได้ ทั้งนี้เพราะมีความสุข เล็ก ๆ น้อย ๆ คอยเป็นเหยื่อล่อให้หลง เป็นหลุมพรางให้ก้าวขึ้นไป เมื่อติด หล่มคือกามแล้ว ก็ยากที่จะถอนตนขึ้นมาแล้วก้าวให้พ้นไปได้ สำหรับผู้สำเนียกรู้ถึงโทษของกามแล้วพยายามออกจากกาม แต่ยังออกไม่ได้ ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่นพันธกรณีเกี่ยวกับความรับผิดชอบ หรือกำลังใจยัง ไม่พอเป็นต้น ก็ไม่น่าวิตก เพราะถึงอย่างไรคนพวกนี้ จะต้องออกไปได้ วันหนึ่งเมื่อพันธกรณีสิ้นสุดลง หรืออบรมจิตและปัญญาจนกำลังใจและกำลังปัญญาเพียงพอแล้ว แต่คนที่ไม่เคยสำเนียกรู้ถึงโทษของกามเลย ศึกษาเรียนรู้แต่เรื่องคุณของกาม ได้ยินได้ฟังแต่กถาอันเป็นเหตุให้ความกระหายในกามเริงแรงขึ้น มี กิจกรรมอันยั่วยุกามารมณ์อยู่ไม่เว้นวัน การศึกษา การทำงาน และการเกี่ยวข้องในสังคมล้วนมุ่งเอาความสำเร็จ ทางกามเป็นผลที่มุ่งหมาย ในฐานะเป็นความสำเร็จของชีวิต ถ้าอย่างนี้แล้ว เขาจะออกจากกามได้อย่างไร คงจะต้องยึดมั่นเอากามารมณ์เป็นจุดหมาย ปลายทางของชีวิตเป็นแน่แท้ ในขณะที่กำลังแสวงหาอยู่นั้น ดวงจิตของเขาก็จะถูกเฆี่ยนด้วยแส้ คือ ความผิดหวัง ระทมขมขื่น โชกด้วยน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงกระเสือกกระสน แสวงหากามอยู่นั่นเอง เพราะอานุภาพของ กามุปาทาน คือยึดมั่นว่ากามนี่แหละเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอันแท้จริง กามในฐานะเป็นบ่วงที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "กามปาสะ" หรือ กามบาสนั้น มีลักษณะคล้องและผูกมัดสัตว์ทั้งหลายไว้ในภพให้ เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏแห่งกามภพนี้ การผูกมัด มีลักษณะที่ผูกหย่อน ๆ ก็จริง แต่แก้ได้ยากมากทีเดียว ผู้ต้องการแก้จะต้องใช้กำลังใจมาก ใช้กำลังสมาธิอย่างแรง เพราะ แก้ไม่ได้ด้วยวิธีธรรมดา เหมือนปมบางอย่าง ที่แก้ได้ยาก มันยุ่งไปหมด ต้องใช้ดาบฟัน ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกปมชนิดนี้ว่า Gordian Knot* อย่างที่พระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชทรงทำ กามคุณในฐานะเป็นพวงดอกไม้ของมาร มารคือสิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี และทำให้เสียคนได้ง่าย มารอาศัยพวงดอกไม้ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัสทางกายนี่แหละเที่ยวยั่วยวนมนุษย์และสัตว์ในกามโลกทั้งมวล ให้หลงเพลิดเพลินเดินเข้าไปสู่หลุมพรางของตนแล้วกักขังห้ำหั่นย่ำยีเอาได้ ตามใจปรารถนา การควบคุมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การทำจิตให้มั่นคงด้วยกำลัง สมาธิ และการพัฒนาปัญญาให้รุ่งเรือง จนสามารถมองเห็นโทษของกามคุณ อย่างชัดเจนอยู่เสมอ ๆ ทางนี้แหละจะสามารถเอาชนะกามกิเลสได้ไม่กลับ มาเวียนว่ายตายเกิดในกามโลกนี้อีก ความเร่าร้อนทางใจอันมีกามคุณเป็นเหตุนั้น ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ในที่ทั่วไป ทั้งที่เกิดขึ้นแก่ตนเองและเกิดแก่ผู้อื่น น่าจะเป็นสังเวควัตถุ (เรื่องชวนสังเวชสลดจิต) เพื่อถอนใจออกไปจากกามุปาทานได้ สำหรับผู้มีปัญญาจักษุดำเนินชีวิตอยู่ในทางสว่าง แต่สำหรับผู้ไร้ปัญญา จักษุเดินอยู่ในทางมืดและไร้ประสบกราณ์ก็คงมองไม่เห็นอะไรอยู่นั่นเอง --------------------------------- *Gordian Kno เล่ากันว่าเป็นปมที่กษัตริย์กอรดิอุส (Gordius) แห่งไฟรเกีย (Phrygia) ผูกไว้ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่าใครแก้ปมนี้ได้จะได้เป็นใหญ่ในเอเชีย อเลกซานเดอร์มหาราช ทรงใช้ดาบของพระองค์ตัดปมนี้ ดังนั้นคำว่าตัด "กอรเดียน น้อท" จึงกลายเป็นสำนวนหมายความว่า การแก้ปัญหายุ่งยากโดยฉับพลันด้วยการใช้กำลัง อธิบายนี้จาก พจนานุกรมอังกฤษฉบับของ A.S. Hornby หน้า ๕๓๙ คัดลอกมาโดยคุณ : mayrin [ 13 ธ.ค. 2545 / 14:50:16 น. ] ในเว็บบอร์ดห้องสมุดของพันทิพย์ ผมเลยไม่ทราบว่าอยู่ในหนังสือเล่มไหนของท่าน ผมขอแถมท้ายเรื่องที่พระอานนท์จดจำพระพุทธพจน์ ดังอ้างบันทึกไว้พระไตรปิฎกไว้ด้วยนะครับ ..จะได้ขลัง ขึ้นอีกหน่อย แล้วอุปทานของพวกเราก็จะลดลงได้บ้าง เมื่อรู้เหตุปัจจัยของการเกิดอุปทานในเรื่องกาม (4) เล่มที่ ๒o [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระ ผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าฯ [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรูปสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ฯ [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนเสียงสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ [๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ฯ [๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรสสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รสสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ฯ [๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะของสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย โผฏฐัพพะสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ฯ [๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรูปบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ฯ [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนเสียงบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ฯ [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนกลิ่นบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ฯ [๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรสบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รสบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ฯ [๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย โผฏฐัพพะของบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ จบวรรคที่ ๑ อ่านมาจนจบ ก็ยังไม่อยากปลงใจอยู่ดีนะครับ รสกามใครเคยได้ยิน หรือเคยลองลิ้มแล้ว ก็ยากที่จะลืมได้ จริงป่าว?&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [23 ธ.ค. 2545 , 12:46:06 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;ความจริงแล้วการมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นปัจจัยที่พูดได้ว่าขาดมิได้ของมนุษย์ ซึ่งดูไงๆก็ยังเป็นสัตว์พันธุ์หนึ่ง แต่สังคมเรามิยอมรับขับสู้ในเรื่องนี้สักเท่าใดนัก ทั้งที่พอกลับบ้านไปก็...กันทุกคน คนเราทุกคนมีพลังงานทางเพศอยู่แล้ว แล้วแต่ว่าใครจะระบายออกทางไหน(ฟรอยด์เรียกวิธีการนี้ว่าSublimation-การทำให้สูงส่งขึ้น) โดยรู้หรือไม่ ว่าจิตรกร นักเขียน สถาปนิก ที่เก่งมากๆนั้น คือเหล่าปัจเจกที่มี'sex' จัดทั้งนั้น แต่เขาแปลพลังทางเพศนั้นมาในรูปผลงานอันยิ่งใหญ่ ดังนั้น ยิ่งคุณมีเพศสัมพันธ์บ่อยเท่าหร่าย ก็ยิ่งไร้พลังสร้างสรรค์ในด้านอื่นๆมากเท่านั้น เป็นปฏิภาคกัน จะยอมแลกไหมล่ะ? เฉกเช่นมิยาโมโต้ มุซาชิ ยังต้องระเห็จหนีหญิงสาวอันเป็นที่รักถึงสิบกว่าปี เพียงเพื่อจะค้นพบ'มรรค'แห่งดาบ เขารู้ดีว่า พลังอันรุนแรงแห่งเขานั้นมิควรไปใช้ปลดปล่อยฟุ่มเฟือยกับหญิงสาวหรือสิ่งบันเทิงเริงรมณ์ต่างๆ แถมเขายังเป็นศิลปินและประติมากรที่เก่งเอามากๆด้วยน้า ในขณะที่มะตะฮาจิ เพื่อนของมุซาชิ ผู้เอาแต่'มีอะไร'กับสาวๆ ก็จบลงอย่างไร้ซึ่งสิ่งใด แต่โดยส่วนตัวแล้ว ก็ไม่เห็นว่ามันจะ'ถ่อยๆๆๆๆๆๆ'อะไรมากมาย อย่างDaliยังเทิดทูนเรื่องเพศและนำมาเป็นconceptในpaintingsของเขาได้อย่างสวยงามเลย คนที่ประณามเรื่องเพศว่าถ่อย ก็คือคนที่ยังมิรู้อะไรนี่เอง เพราะสูงสุดย่อมกลับสู่สามัญ คนที่รู้มากเกินขอบเขตทางกายภาพหลอนๆลวงๆของสังคม จะเข้าใจถึงพฤติกรรมสามัญราวสัตว์ป่าต่างๆของมนุษย์ได้ และมองมันอย่างสวยงาม เพราะความน่าเกลียด เท่ากับ ความสวยงาม&lt;br /&gt;โดย จญิมโณเภดัย๒ [24 ธ.ค. 2545 , 20:28:27 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;ปกติมนุษย์เรานั้นมักรู้ในสิ่งที่เห็นและสัมผัสในแง่ของมิติทั่วไป ที่เราเองรับรู้จากประสบการณ์เท่านั้น น่าจะยังมีความรู้ในมิติอื่นๆ ที่เราอาจยังไม่เคยสัมผัส หรือยังไม่เจอประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะ คนเรานั้นมีความต่างจากสัตว์ที่มีจิตซึ่งใหญ่โตกว่า มีความ หลากหลายกว่า และสามารพัฒนาการได้สูงกว่าอีกด้วย ถ้าคิด จะพัฒนากัน เช่น ความเป็นภิกษุในสาวกของพุทธศาสนา เป็นอีกมิติหนึ่ง ที่ผู้ปฏิบัติตนจะพบความสุขที่เหนือจากความเป็นธรรมดา โดยเฉพาะเรื่องการอบรมเพื่อระงับอุปทานในเรื่องกามารมณ์ หรือการมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ ที่มนุษย์เองสามารถควบคุม สิ่งเหล่านี้ได้ เพราะได้พบปัญญาที่พึงได้รับเป็นลักษณะของวิมุตติ หรือ "ความหลุดพ้น" เช่นพระสุปันโนหลายรูปในเมืองไทย ซึ่งมีมากในการครองตนลักษณะนี้ ..เราจึงไม่ควรปฏิเสธ ในประสบการณ์ที่เรายังไม่เคยลองรู้ในสิ่งเหล่านี้ ตัวอย่างเช่นเมื่อวานนี้ ผมได้หนังชีวิตดี (ในรศนิยมผม) มาเรื่องหนึ่งชื่อ the simple life of Noah Dearborn มีดาราผิวหมึก ที่ผมชอบคือ Sidney Poitier แสดงนำ เป็นเรื่องราวของคนที่ใช้ ชีวิตแสนเรียบง่าย ทำงานในสิ่งที่ตนชอบและรัก มีความเอื้อ อาทรต่อผู้อื่นเสมอ ทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวและดูหนุ่มกว่าวัย เพราะตัดเรื่องอื่นๆที่ไร้สาระออกจากการเป็นคนเช่นปกติธรรมดา รวมทั้งเรื่องเซ็กส์ คล้ายชีวิตของภิกษุที่มุ่งแต่การเจริญจิตและการ ภาวนาเป็นสำคัญ อาจเป็นตัวอย่างของการดำเนินชีวิตในมิติอื่น ที่เราอาจมองข้ามคุณค่าดีๆของมันไป ดังเช่นคุณค่าของสังคมชนบท ในเรื่องภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น ที่สังคมสมัยใหม่พยายามตามไป เบียดเบียนให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่คนสมัยใหม่เองก็ไม่รู้จริง ในสิ่งที่ตนทำ โดยเฉพาะนักพัฒนาสมัยใหม่ทั้งหลาย ลอง หาหนังเรื่องนี้มาดูกันนะครับ ..แต่ไม่รับรองว่าพวกคุณจะอิน เหมือนผมหรือป่าว? ผมเองนั้นเชื่อว่า การดำเนินชีวิตที่มีความสุขจริงนั้น คือ ความเป็นธรรมดาและเรียบง่าย และควรไปไกลเกินมิติที่เรา เคยรับรู้ได้จากสังคมปัจจุบัน ซึ่งมักเป็นสิ่งเรากลัวหรือไม่กล้าลอง เราเลยง่วนอยู่กับสิ่งที่เคยชินและอาจทำแต่เรื่องไร้สาระมากเกินไป คือทั้งที่รู้และทำอะไรได้มากมาย แต่ก็ไม่รู้จริงก็เลยทำอะไรไม่ได้ ผลดีมากนัก เช่นมัวเอาแต่ตอแหลเล่นลิ้นกันในเรื่องพิธีการบ้าๆบอ ซึ่งเห็นกันเกลื่อนกลาดในสังคมปัจจุบัน เลยไม่มีเวลาเจริญปัญญากันเต็มที่ การคิดทำงานสร้างสรรค์จึงไม่ประสบผลในความเป็นจริงเท่าไรนัก การออกแบบสถาปัตยกรรมหรือทำอะไรให้ดีให้งามนั้น เหนืออื่นใด จิตใจของสถาปนิกจะต้องมีความสมบูรณ์ถูกต้องในเรื่องความดีงามก่อน คือต้องมีจิตใจที่ดีมีความเอื้อาทรในตัวเองก่อน จึงจะทำให้การดำเนินชีวิตมีได้ อย่างมีความสุข แล้วก็จะถึงการผลิตงานการต่างๆออกมาอย่างมีคุณค่า ได้จริง ซึ่งการประเมินคุณค่างานในลักษณะนี้ ต้องไปไกลเกินมิติที่เราพึง รับรับรู้ได้จากสังคมที่เราพบเห็น หรือต่างบรรทัดฐานกันในปัจจุบัน ซึ่งผมว่าส่วนมากที่รับรู้กันในปัจจุบันนั้น เป็นบรรทัดฐานสำหรับ ของเทียม ไม่เป็นจริงแทบทั้งสิ้น ว่างๆลองทบทวนการดำเนินชีวิต ที่ต่างจากมิติที่เรากำลังเป็นกันอยู่บ้างนะ บางทีเราอาจได้พบปัญญาในการรู้ทุกข์ เห็นทุกข์ และสามารถแก้ทุกข์ ทั้งหลายได้ในที่สุดก็ได้นะครับ .ขอให้ถือเสียว่า.เป็นการฝึก การพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ในอีกระดับหนึ่งแล้วกันนะ ... แหมพล่ามเสียยาวเลย&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [25 ธ.ค. 2545 , 12:27:53 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;อืม..... มีเมื่อพร้อมดีกว่ามั๊ย....คู่ที่ดี ความหวังถึงอนาคตที่ดี...แล้วก็ความสามารถในการดูแลตัวเองคนอื่นรวมถึงลูกของคุณ.... ....ง่ายๆครับการมีเพศสัมพันธ์.....ยากยิ่งกว่านั้นคือการรับผิดชอบต่อวิ่งที่ตามมาได้..... ....ง่ายๆครับมีคนที่หย่ากันเพราะมีอะไรกันในขณะที่ไม่พร้อม เหลือลูกไว้อยู่ แล้วก็ความรู้สึกที่ยังไงๆก็แก้ไม่หายสักที...ระวังใจตัวเองนะครับ...โชคดีครับ&lt;br /&gt;โดย ใครหว่า [25 ธ.ค. 2545 , 17:49:52 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 7&lt;br /&gt;ขอฝอยต่ออีกหน่อยนะ เพราะนับถือคำกล่าวของครูประชาบาล ที่ตอบได้รวบรัดและได้สาระดีแท้ เผอิญเมื่อคืนอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการศึกษา เพราะโดนบังคับแบบยินยอมให้ไปช่วยระดมความคิดกันในเร็วๆนี้ ในหนังสือพิมพ์แจกเรื่อง การศึกษาฉบับง่าย ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏกฯ มีความตอนหนึ่ง ท่านพูดเรื่อง "กินอย่างไรให้เป็นไตรสิกขา" มีสาระสอดคล้องกับที่ครูประชาบาลกล่าวไว้ข้างต้น การกินนั้นต้องมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ภายนอก (คือศีลหรือพฤติกรรม..สิกขาที่ ๑) เพราะ ถ้าไม่สัมพันธ์กันก็เกิดโทษจากการกิน หรือการเสพ ใดๆรวมทั้งเรื่องเพศด้วย ในขณะที่กิน ยังขึ้นอยู่กับจิตใจ (หรือสมาธิที่เป็นสิกขาที่ ๒) คือจะมีความพอใจหรือไม่พอใจ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ และอื่นๆต่างๆนาๆ สรุปก็คือกินไปต้องทำโยนิโสมนสิการ หรือคิดไตร่ตรองตามไปด้วย เพื่อให้เกิดปัญญารู้ ได้ในการกิน (คือเป็นสิกขาที่ ๓) ว่าควรกินอย่างมี ความสุขนั้นเป็นอย่างไร ตรงตามความมุ่งหมาย เพื่อให้มีสุขภาพดี หากถ้าไม่คิด กินเพื่อสนองความ พอใจหรืออารมณ์อื่น ความพอใจหรือความสุขก็เป็น ไปอีกแบบหนึ่ง ตัวปัญญารู้จึงมาเป็นเหตุปัจจัย หรือนำทางให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ได้ในการกินไปด้วย ด้วยสาระที่ย่นย่อมานี้ พอจะสรุปได้ว่า การศึกษา คือการเรียนรู้ชีวิตที่ต้องเป็นไตรสิกขา ทั้งสามด้าน คือ ศีลหรือพฤติกรรม สามธิหรือจิตใจที่ผ่องใส นำไปสู่ปัญญาคือการรู้ความจริง ที่แสนเป็นธรรมดา และเป็นธรรมชาติที่เป็นอยู่แล้วเช่นนั้น การเรียนรู้วิชาอะไรๆนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับการ ดำเนินชีวิตที่ควรตรงกับความเป็นจริง เป็น ธรรมดา และเป็นตามธรรมชาติ แนวคิดนี้ พวกฝรั่งกำลังปรับปรุงกันในเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะวิธีการสอนของครู ซึ่งท่านเจ้าคุณ อ้างไว้ว่าเป็นงานของพระพุทธเจ้า การสอนคือ การช่วยให้ศึกษา (ให้ครบไตรสิกขา) เพื่อสร้าง ทางชีวิต (หรือมรรค) ในการดำเนินชีวิตของเรา ทุกๆคน ครูต้องสอนเด็กให้เรียนรู้ครบไตรสิกขา เมื่อเด็กรู้การกินนั้นควรเป็นอย่างไร ครั้นพอกินอยู่เป็นแล้ว..ก็คิดเป็นเอง และคิดถูกตามความเป็นจริง เป็นธรรมดา และเป็นตามธรรมชาตินั่นเอง ที่สำคัญคือผู้สอนต้องเลียนแบบพระพุทธเจ้า ให้ได้ก่อน จึงจะทำงานเยี่ยงพระพุทธเจ้าได้ครับ แหม..ผมเกือบจบไม่ลงแล้วซินะ&lt;br /&gt;โดย ขออีกที [5 ม.ค. 2546 , 09:47:16 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-6240623188362844292?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/6240623188362844292/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=6240623188362844292' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/6240623188362844292'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/6240623188362844292'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_628.html' title='อยากมีเพศสัมพันธ์ค่ะ'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb2mYVB_yI/AAAAAAAABfo/shh9pQ64_KI/s72-c/ATT6.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-771588942157213044</id><published>2009-01-21T02:06:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T02:11:44.046-08:00</updated><title type='text'>ครูกับศิษย์</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb0rinGDHI/AAAAAAAABfg/_GXAzDHSrrA/s1600-h/nujaa.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293687440882928754" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb0rinGDHI/AAAAAAAABfg/_GXAzDHSrrA/s400/nujaa.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ครูกับศิษย์ ที่ออเดนกล่าวไว้ถึงการสอนเด็กนั้น แม้จะเป็นวาทะของฝรั่ง ซึ่งหยั่งไม่ถึงพุทธธรรม แต่ก็มีความหมายอย่างสำคัญ ดังคำของเขาแปลออกไปเป็นไทยได้ดังนี้คือ "สำหรับครูที่จะมีคุณค่าที่แท้สำหรับลูกศิษย์นั้น เขาต้องเป็นคนที่เติบโตเต็มที่ และเหนือไปจากนี้ก็ตรงที่เขาต้องเป็นคนมีความสุข ให้เยาวชนได้รับความรู้สึกว่า ชีวิตของผู้ใหญ่นั้นน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าชีวิตของเขายิ่งนัก ครูต้องพร้อมที่จะให้ อำนาจทั้งหมดในทางความรัก และความเข้าใจในทางจินตนาการแก่ศิษย์ เมื่อเขา ต้องการสิ่งนั้น พร้อมกันนั้นครูก็ควรลืมศิษย์เสียให้หมดเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาจากครูไป โดยไม่ติดยึดกับศิษย์ในทางส่วนตัว และท้ายที่สุด ครูต้องไม่วุ่นในเรื่องสั่งสอนศีลธรรม ไม่ตั้งระเบียบวินัยว่าเด็กดีต้องเป็นเช่นนั้นๆ ครูต้องไม่ตกใจในอะไรๆที่ก่อเกิดจากศิษย์ หากครูควรมีความอดทน ที่จะเข้าใจในสาระของพฤติกรรมแต่ละอย่างที่เกิดจาก ทัศนคติของศิษย์ โดยไม่ยึดทัศนคติของตนเป็นที่ตั้ง เพื่อจะได้เห็นว่าเจ้าวานร ตัวน้อยนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสังเกต และพยายามเฝ้ามองเพื่อขจัด อุปสรรคที่ขัดขวางการเติบโตให้ศิษย์ หากต้องใช้อุบายอย่างแยบคายที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการไปก้าวก่ายวิถีชีวิตของศิษย์" นี่ว่าถึงสถานะของครูกับผู้เยาว์ ส่วนครูกับศิษย์ที่มีอายุมากแล้วนั้นเล่า น่าจะวางตัวอย่างเป็นกัลยาณมิตรกัน หรืออย่างอุปัชฌาย์อาจารย์กับ ลัทธิทธิวิหาริกอันเตวาสิก ดังตอนขอบวช บรรพชาเปกขะกล่าวว่าอะไร เป็นภาระของพระเถระ นั่นย่อมเป็นภาระของข้าพเจ้า และอะไรเป็นภาระ ของข้าพเจ้า นั่นย่อมเป็นภาระของพระเถระ หรืออะไรในทำนองนี้ กล่าวคือ ครูกับศิษย์ต้องเตือนกันและกันได้ ให้ไม่ติดยึดในความเห็นแก่ตัว (จากความตอนหนึ่งของ...อาจารย์ สุลักษณ์ .ศิวรักษ์ ได้ให้เกียรติร่วมแสดงปาฐกถา ณ ที่ทำการแห่งใหม่ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เชียงใหม่ วันเสาร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๕ เวลา ๐๙.๓๐ น...ดูทั้งหมดใน..บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 201)&lt;br /&gt;โดย ของฝาก..วันหยุด [22 ก.ย. 2545 , 15:36:07 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;จะชอบหรือไม่ก็ตาม.. ครูกับศิษย์ในเวอร์ชั่นใหม่สุด คือ.. ครู..ในยุคสมัยของข่าวสารข้อมูลที่ล้นเหลือ (Information Gut) หลากหลาย มากมาย นี้ จะไม่ใช่ผู้มีอำนาจควบคุมข้อมูลเหมือน พ่อมดหรือหมอผี เช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว บทบาทหนึ่ง..ที่น่าจะเป็นคือ "คนจ่ายตลาด" ไปเลือกสรร คัดสรร แยกแยะข้อมูลที่มากหลาย ในตลาดข้อมูล ศูนย์การค้าข้อมูล หรือ WWW. เอามาจัดทำให้เป็นหมวดหมู่ กักตุนไว้พร้อมปรุงกัน ในร้านเช่น "สถาปัตยกรรม" เพื่อการบริการแบบ อาหารตามสั่งให้บรรดาศิษย์ที่นั่งคอยหิวในร้านนี้ ส่วนศิษย์จะเข้ามาร่วมปรุงกันเองเพื่อการลิ้มรส หรือจะรอนั่งกินอย่างเดียว ก็ขึ้นอยู่กับร้านนั้นว่า จะหวังเพิ่มอาชีพพ่อครัว หรือฝึกบ๋อยเดินอาหาร ? ความล้นเหลือในข้อมูลที่แพร่ขยายไปทั่วโลก มันสร้างความสับสนและซับซ้อนในความรู้ ที่จะใช้ในการแยกความดีออกจากความชั่ว แยกสถาปัตยกรรมที่ควร ออกจากสิ่งที่ไม่สมควร แต่ละประเด็นมันต่อสู้กันด้วยความเชื่อมโยง และสัมพันธ์ในแต่ละกลุ่ม มันกลายเป็นเรื่อง "ขบวนการ" มากกว่าผลที่ปรากฏเช่นแต่ก่อนๆ ปิดเรื่องการรับ-ส่งข้อมูลกันเมื่อไร ก็หมดสิ้นความรู้ หมดสิ้นการแสวงหา และก็หมดสิ้นชีวิตในที่สุด โลกของการศึกษาในอนาคต ทุกคนจึงต้อง เป็นนักเดินทาง นักท่องเว็บ ฯลฯ แบกถังไปด้วย เพื่อเก็บเพื่อกักข้อมูลที่ล่องลอยเต็มไปทั่วเหมือน อากาศที่เราต้องใช้หายใจกันอยู่ จับมันไว้ได้แล้ว ก็เอา มาคัด มาเลือก มาปรุง มาแต่งกันและกัน เป็นองค์ความรู้ เพื่อใช้เป็นแนวทางของการดำเนินชีวิตในแต่ละคนต่อไป แต่ถ้า..กลัวความเหงา..ศิษย์ก็ไปพบครู หรือครูก็ไปพบศิษย์ ไปเจอกันที่ "ร้าน" เช่น ร้านสถาปัตยกรรม ดังกล่าวแล้ว นั่งคุยกันฉันท์มิตร เล่นอวดของกันในถัง แลกเปลี่ยนให้กัน และกัน ก่อนที่ของเล่นเหล่านั้นจะ บูดเน่า แล้วก็กลายเป็น ขยะความรู้ไปในที่สุด โลกอนาคต..ครูกับศิษย์..มันคงจะเป็นเช่นนี้ละมัง?..ครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [25 ก.ย. 2545 , 11:15:17 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-771588942157213044?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/771588942157213044/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=771588942157213044' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/771588942157213044'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/771588942157213044'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_5546.html' title='ครูกับศิษย์'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXb0rinGDHI/AAAAAAAABfg/_GXAzDHSrrA/s72-c/nujaa.gif' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-2665125214564776022</id><published>2009-01-21T02:00:00.000-08:00</published><updated>2009-01-21T02:05:42.329-08:00</updated><title type='text'>อยากทราบวิธีเรียนคณะนี้</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXby4TS_CnI/AAAAAAAABfY/5oXiyuAF1xs/s1600-h/Image227.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293685461087095410" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 152px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXby4TS_CnI/AAAAAAAABfY/5oXiyuAF1xs/s200/Image227.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เวลาทำโปรเจคควรจะทำตามที่เราคิดและอยากให้เป็นหรือตามแนวทางที่อาจารย์ต้องการครับ?ความสวยคืออะไรครับ?DesignFund???หรือควรจะเป็นความสวยแบบงานA???&lt;br /&gt;โดย อวิชชา [30 ธ.ค. 2545 , 03:43:00 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;ผมขอถือวิสาสะและบังอาจตอบในความคิดของผมนะครับ ว่า น่าจะทำตามที่ใจเรียกร้องดีกว่า ดูสิครับ ถ้าลองลากโยงอะไรก็ได้ไปเป็นลูกโซ่ซึ่งสัมพันธ์กันในลักษณะเหตุ--&gt;ผล,เหตุ--&gt;ผล,เหตุ--&gt;...แบบฝนเอยทำไมจึงตก--&gt;เพราะกบมันร้อง--&gt;กบเอยทำไมจึงร้อง--&gt;...อะไรประมาณนี้ จะพบว่าสุดสายปลายโซ่ของทุกสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นphysicalหรือmetaphysicalก็ตาม ย่อมจบลงที่ใจคนเสมอ ผมมิค่อยจะชอบระบบการเรียนแบบนกแก้วนกขุนทองนักหรอก ซึ่งผมเชื่อว่าอาจารย์ส่วนมากก็เช่นกัน แต่อันนี้ก็เนื่องมาจากเด็กอย่างเราๆยังโง่งมกันอยู่ ท่านก็ไม่สามารถจะfreestyleได้ เดี๋ยวจะเข้าข่ายควายเซ็นเตอร์ซะก่อน ผมว่านะ การที่เราเรียนแบบผีดิบ อาจจะจบไปได้Aรวด แต่คนพวกนี้ก็ไม่สามารถแปรเปลี่ยนสังคมได้หรอก คนที่จะทำให้สังคมเปลี่ยนแปร คือเหล่าคน"แหกคอก"แต่พองามตะหาก ผมนะเห็นเพื่อนบางคนมาคณะส่งงาน กินข้าว กลับบ้านทำแบบ มาคณะส่งงาน กินข้าว...ยังกะเครื่องจักรแว่นหนาเตอะ ฟาดAไปกระจาย อย่างผมเนี่ย Aบ้างBบ้างCบ้าง แต่ผมได้เดินกินลมลมวิว ชื่มชมสรรพสิ่งอยู่บ่อยๆ แกลเลอรี่ผลงานจิตรกรรมก็ไปดูไปชมมิได้ขาด(ทั้งที่อยู่ตรงข้ามฟากถนนถาปัด แต่มีบางคนมิเคยจะคิดข้ามไปเชยชม) ดนตรีก็ฝ์กก็เล่นอยู่เสมอ รู้จักร้านอาหารดีๆเยอะแยะ กาแฟอร่อยๆ มีเวลาอ่านหนังสือ จิตวิทยา นิยาย บลาๆๆ เป็นที่สนุกสนาน สุดท้ายนะ ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก จิตรกร นักดนตรี นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ etc. สุดท้ายก็วัดกันที่ความคิดที่เป็นปัจเจกแห่งบุคคลนั้นๆแล (แต่เพื่อนๆบางคนยังยกอะไรดาษๆก็ไม่รู้มาเป็นconcept ธรรมชาติ วิวดี ลมเย็น การเล่นระดับ หูย ไม่greatเรยครับ ยามที่ผมได้รู้แนวความคิดของเหล่าgreat 'tect มันทำให้ผมขนลุกได้เลย เหมือนฟังorchestraตอนจังหวะบรรเลงหนักๆน่ะ มันจะเหวอครับ เหวอออออ) ลองดูสิ สถาปัตยกรรมโมเดิร์นแบบCorbusianมีให้เห็นเต็มเมือง แต่กระนั้นมันกลับดูโง่เง่าอับเฉาเบาปัญญาลดค่าสังคม เพราะมันเป็นความคิดของCorbusier ต่อสังคมของเขา โดยผ่านปัญญาแห่งเขาเพียงคนเดียว เขาถึงได้ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า เพราะเขาเป็นบุตรแห่งการปฏิวัติ ก่อนหน้าเขาไม่เคยมีstyleเช่นเขามาก่อน เขาคือคน"แหกคอก"ที่ยิ่งใหญ่ คน"แหกคอก"นั้น ไม่ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า ก็ตายอย่างหมาข้างถนน นั่นคือสิ่งที่คนไทยและสังคมโดยรวมไม่กล้าแลกมา ยังสอนสั่งแต่การเอาตัวรอด ตามกระแสต่อไป ก็ตามไปต่อก็ละกัน ผมก็ขอพูดแบบin trendๆเลยว่า "ไม่จ๊าบเล้ย ขอบอก" ส่วนด้านการออกแบบ ผมมิเห็นความต่างระหว่างความสวยกับน่าเกลียดเลย(Deconstruction) dsgn fundของคณะเราน่ะ ก็ใช้หลักสูตรของGestalt Psychologyแทบจะทุกอย่างแหละ เพราะสอนแบบBauhausๆ ซึ่งจิตวิทยาก็เป็นเพียงศาสตร์ที่พยายามจะทำความเข้าใจจิตใจของคน แล้วทำไมเราไม่ใช้ไอ้จิตใจของเรานั่นเป็นตัววัดซะเลยเล่า ยามใดที่ไม่แน่ใจในตัวเอง ยามนั้นค่อยกลับมาพึ่งวิชาตำรา ความสวยวัดกันที่ไหนครับ? ในศิลปะนั้น ไม่มีคำว่าสวย-ไม่สวย เหมือนจริง-ไม่เหมือน ถูก-ผิด หรอกครับ มีแต่คำว่าชีวิต จิตใจ พลัง สะเทือนจิต อันนี้ผมตีความมาจากคำของศ. ชลูด นิ่มเสมอ อีกที ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งยวด คำว่าสวย เป็นแค่subsetของสุนทรียภาพเท่านั้นนะครับ&lt;br /&gt;โดย จญิมโณเภดัยขอบังอาจ [30 ธ.ค. 2545 , 20:58:19 น.] &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;คำกล่าวข้างต้น น่าคิดน่านับถือครับ ผมขอคุยเพิ่มดังนี้ ...นะครับ ความสวยนั้น เป็นเรื่องการปรุงแต่งที่เกิดในจิต ความสวยตามหลักธรรมนั้น จะเกิดขึ้นได้ ต้อง เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใส จิตที่เกิดโดยการ ปฏิบัติในทางธรรม เกิดรู้จากปัญญาในสิ่ง ที่ตรงความเป็นจริง คือ มีลักษณะของไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา บังคับ บัญชาเอาเองไม่ได้ เช่นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ปรมัตต์ธรรมเช่นนี้ เอามาใช้ทางสมมติบัญญัติ อาจไม่เหมาะสม หากจะหวังโลภที่คะแนนจากครู นอกจากแปลงความสวยให้ตรงกับที่ครูรู้ครูพอใจ ครูได้ความสุขปิติ ถ้าทำให้ครูเกิดปัญญารู้ทุกข์ได้อีก การสนองความสวยนั้น ก็เป็นกุศลกับครูและผู้อื่น เราทุกคนมักแสวงหาความบริสุทธิ์ผ่องใสของจิต กันทุกคน แต่เผอิญเราต่างก็ไม่รู้ ไม่เชื่อ และไม่มีปัญญา พอจะเข้าใจความจริงในสิ่งที่จะทำให้จิตเราเกิดความ บริสุทธิ์และผ่องใส หลายคนจึงยังวนเวียนค้นหามัน จากเหตุปัจจัยที่มีความโลภ ความโกรธและความหลง เพราะไม่เชื่อว่าการสร้างสรรค์ความสวยที่ปราศจาก เหตุปัจจัยดังกล่าวนั้น ไม่มี เพราะติดที่ความเคยชินมา นานมีมาหลายภพหลายชาติที่ความเป็นมนุษย์เรานั้น เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ สิ่งที่เราเรียนรู้กันทางโลก จึงเป็นเรื่องการปรุงแต่ง เป็นเรื่องของสมมติบัญญัติทั้งสิ้น Design Fundamental ยุคนี้สมมติและบัญญัติกันเป็นยังไง ก็คงต้องถือความสวยจาก หลักเกณฑ์ที่เรายึดกันดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือสื่อ ถึงกันได้ระหว่างครูและศิษย์ ส่วนจะก้าวกระโดดต่อไปนั้น เป็นเรื่องของการแสวงหาร่วมกัน ถ้าเห็นพ้องกันก็ถือว่า เป็นกัลยาณมิตรแก่กันและกัน ยิ่งถ้าเป็นไปในแนวทาง ของกุศลธรรม ก็ช่วยพัฒนาให้จิตของแต่ละคนเกิดความ เจริญในความบริสุทธิ์ผ่องใสยิ่งขึ้น ผลมันจะสนองใน สิ่งที่เป็นคุณแก่ชีวิตมากมาย ไม่ใช่ความสวยที่เราคิดกัน อยู่ขณะนั้น แต่มันเป็นความสวยที่ครอบคลุมไปทุกส่วน ของชีวิตที่เรากำลังดำเนินอยู่ เพราะวิทยาศาสตร์ใหม่กำลังก้าวไปในความรู้ของ ความจริงหรือความเป็นองค์รวม ความเชื่อมโยงกัน ของทุกสรรพสิ่งที่เราสมมติเป็นชีวิตหรือจักรวาล จึงมีคำกล่าวที่ว่า เด็ดดอกไม้กระทบถึงดวงดาวบน ท้องฟ้า ความสั่นสะเทือนที่เกิดจากผีเสื้อขยับปีกใน สถานที่หนึ่ง อาจโยงไปถึงความสะเทือนของแผ่นดิน ในสถานที่แห่งอื่นๆ เป็นต้น คตินี้ให้ข้อเตือนใจที่ว่า ถ้าใครคนหนึ่งทำชั่ว สร้างสิ่งเลวเป็นอกุศลแล้ว ผล เสียก็จะเกิดแผ่ขยายไปทั่ว รวมกันมากเข้าก็เป็นหายนะ ให้กับชีวิตและจักรวาลของเราทุกคนได้ ตรงข้ามถ้า ทำดี เป็นกุศล ผลดีก็จะเกิดขยายไปทั่วเช่นกัน แบบหลัง เชื่อว่าน่าทำให้ชีวิตและจักรวาลของเราเกิดสันติสุข มีอายุการคงอยู่และสมดุลป์ยืนยาวขึ้นอีกหน่อย ใน ทางสมมติเขาจัดไว้ในชั้นของสวรรค์แดนสุขาวดี ไม่ใช่แดนนรก ในสถานที่ซึ่งมีเวลาของสรรพสิ่งใน แต่ละแห่งต่างกัน ดังนั้น บนความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ระหว่างครูกับศิษย์ ก็ต้องสร้างความเป็นกุศลกันไว้เรื่อยๆตั้งแต่แรกพบจนต้อง จากกัน ความสวยก็จะงอกงามกันไปเรื่อยๆ คือเกิดความ บริสุทธิ์และผ่องใสของจิตใจในแต่ละคนนั่นเอง ผมว่า.. นี่เป็นความสวยแบบยั่งยืนถาวร ไม่ใช่ความสวยจากการ ปรุงแต่งชั่วครู่ชั่วยาม เพื่อได้คะแนน A แค่นั้น เพราะ A เป็นเรื่องของบัญญัติสมมติขั้นต่ำเอามากๆ ยิ่งถ้าเป็นไป เพื่อความโลภ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะไม่เป็นความรู้ที่ได้เพื่อ สร้างปัญญาให้เราๆรู้ทุกข์ได้เลยในชาติภพนี้ สรุปก็ต้องบอกว่า เรียนเอาใจเพื่อตัวเราและก็เพื่อครูด้วย จิตเรานั้นสามารถเนรมิตให้เกิดได้ผลทั้งสองอย่าง ไม่ จำเป็นต้องเป็นอย่างเดียวเสมอไป สร้างกุศลนั้นช่วย ทุกคนให้ก้าวพ้นโลกสมมติไปได้ ส่วนอกุศลช่วยใครๆ ไม่ได้เลย ทั้งตัวเราและครู มันจะดึงลงเหวลงนรกกัน ในที่สุดเท่านั้นเอง อย่าถามนะ...สูตรหรือวิธีทำดังว่าที่ชัดๆนั้นเป็นอย่างไร เพราะสัจจธรรมในเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องทางใครทางมัน จริงๆ แม้จะมีแนวทางที่มีผู้ค้นพบให้มาแล้วก็ตาม ..แต่ใคร จะไปเชื่อ...มรรคแปดคืออะไร ทุกข์คืออะไร ก็ยังไม่กันรู้เลย ผมเอง..ก็ยังไม่รู้ ..แค่พล่ามมาให้งงๆกัน ก็แค่นั้นเอง&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [31 ธ.ค. 2545 , 12:54:14 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-2665125214564776022?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/2665125214564776022/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=2665125214564776022' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/2665125214564776022'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8216632/posts/default/2665125214564776022'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yongyudh.blogspot.com/2009/01/blog-post_8076.html' title='อยากทราบวิธีเรียนคณะนี้'/><author><name>y.na nagara</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08259832846611866805</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='27' src='http://2.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SZP2h_-JNGI/AAAAAAAABnM/lZyaV1Kq0XE/S220/writhingbook.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXby4TS_CnI/AAAAAAAABfY/5oXiyuAF1xs/s72-c/Image227.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8216632.post-3140268447888897338</id><published>2009-01-21T01:53:00.000-08:00</published><updated>2009-02-04T00:28:01.960-08:00</updated><title type='text'>ความฝันเด็กหายไป</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXbxwT7TjjI/AAAAAAAABfQ/Z1dFObHWRhA/s1600-h/Image230.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293684224305630770" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KneiSbTPXoE/SXbxwT7TjjI/AAAAAAAABfQ/Z1dFObHWRhA/s200/Image230.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ผมว่าเด็กเมืองกรุง ฝันไม่ค่อยเป็น ต่างจากเด็กต่างจังหวัด ทั้งๆที่โอกาสทุกอย่างอำนวยมากกว่าเยอะ ผมวิเคราะห์ว่า เพราะอยู่กับ คอนกรีตมากไป ไม่ค่อยเห็นฟ้าใหญ่ๆ ภูเขาเขียวๆ น้ำใสๆ อย่างน้องผม...&lt;br /&gt;โดย ธุลีscape [8 ม.ค. 2546 , 23:51:43 น.]&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 1&lt;br /&gt;...มันถามผมว่าจะ ent อะไรดี อ้าวชิบหาย แล้วกูจะรู้มั้ย พยายามจะพูดยังไง ก็ไม่รู้ จะพูกยังไงดี คือมันเป็นตัวอย่าง ของเด็กสมัยนี้ได้ดี คือเรียนเก่งนะ แต่ผมสังเกต วงจรชีวิต มันคือ เรียนๆๆๆให้สอบได้ดีๆ อ่านหนังสือสอบตลอด หนังสือ นิยาย วรรณกรรมเยาวชน ไม่เคยอ่าน ก็เป็นเรื่องดี แต่เครียดมาก วันๆตอนเย็นอยู่ตามสถานที่กวดวิชาชื่อดังต่างๆ พอว่างที่ก็ ออกไป shopping สยาม แต่งตัวสวยๆ อย่างนี้แล้วจะรู้อะไรหล่ะ ทุกอย่างที่ชีวิตเด็ก ม.ปลายเห็นคือ รร.กวดวิชา entrance กับข้อสอบย้อนหลังกี่ปี ที่pattern ข้อสอบออกมาคล้ายๆกันทุกปี ข้อสอบ ent นี่ก็แปลก ออกคล้ายๆแนวเดิมๆ เด็กที่ทำข้อสอบ ย้อนหลังมาเยอะๆก็ต้องสอบได้อยู่แล้ว แทนที่จะทำความเข้าใจทฤษฎี แล้วในข้อสอบให้ apply ใช้ วันๆมุ่งแต่เอนทรานซ์ แล้วมันจะรู้ได้ไง ว่าอยากทำอะไร เป็นอะไร ชอบอะไรเกลียดอะไร แล้วเป็นปัญหาลูกโซ่นะ เช่น ครู ที่ไม่มีฝัน แล้วบังเอิญเรียนมาทางนี้ เพราะสอบติด ก็เลยมาเป็นครู แล้วใครจะแนะแนวเด็กหล่ะ เด็กก็ไม่รู้ จะทำอย่างไร เห็นอะไร แต่ในตำราใน รร. ค่านิยม ent ผมว่าอย่างเรื่องหนังสือนอกเวลา โรงเรียนให้ความสำคัญน้อยมาก ทั้งๆที่มันเป็นตัวจุความฝัน ท้องฟ้า ภูเขา แผ่นน้ำ ไว้ในนั้น&lt;br /&gt;โดย ธุลีscape [9 ม.ค. 2546 , 00:08:45 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 2&lt;br /&gt;....เป็นตัวที่เด็กกรุงเทพจะ เห็นความฝัน หรือใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น .... อย่างความรู้หนังสือนอกตำรา รร.ผมว่ามันเป็นความรู้ที่เหนือกว่าใน รร.ซะอีก ผมอ่าน การ์ตูน ญี่ปุ่น เรื่องเกี่ยวกับ นักเรียนต่อยตีกันนี่แหละ ต่อยมันทั้งเรื่อง เป็นชีวิตเด็ ม.ปลายเหมือนกันนะ พอจะเรียนจบกัน ก็คุยกันว่า จบแล้วจะทำอะไร บางคนก็เรียนต่อบางคน ก็ เป็นช่างไม้ บางคนไปขายซุชิ แต่ที่ทุกคนพูดออกมา เค้าพูดแล้วยิ้ม แล้วพูดว่าเป็นสิ่งที่เค้าใฝ่ฝัน&lt;br /&gt;โดย ธุลีscape [9 ม.ค. 2546 , 00:16:08 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 3&lt;br /&gt;หรือเป็นสิ่งที่เค้าชอบ มีความสุข ถ้าเป็นเด็กกรุงเทพ ถ้าเอามาพูดกันจริงๆก็คงหัวเราะกัน ดูซิ เค้าตัดสินใจกันเอง ทั้งๆที่มันต่อยกันทั้งวัน เค้าทำสิ่งที่ตัวเองชอบแม้มันไม่รวย แต่มีความสุข เด้ก ไทยม.ปลาย ใกล้จบ กลับถามกันว่า มึ งจะ เอน อะไรวะ(โดยเฉพาะ รร. มีชื่อเสียง เด็ก ครอบครัวมีฐานะ พ่อแม่คาดหวัง เรียนเพื่อพ่อแม่ เอนไม่ติดอายเพื่อน พวกนี้ เพื่อนดีก็ดี ไป ไม่ดีก็แย่เลย เพราะ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มั่นใจไม่มี ฝัน ไม่รู้ว่าชอบอะไร) คิดดู ถ้าทุกคนมีฝัน ก็จะไม่ต้อง แย่งกัน ent ไม่ต้องมีคนโดดตึก มีแต่คนอยากเรียนจริงๆ เข้ามาเรียน จะไม่มีพวก แบบเอนเข้ามาก็ไม่ทำวิชาชีพนั้น มหาลัยก็จะน่าอยู่คน กำลังดี พวกที่เรียนจริงๆ จบไปก็จะได้ไปพัฒนาประเทศชาติ เพราะพวกที่เรียนไปงั้นแล้วจบมาไม่รู้ทำอะไร ก็ทำเหมือนที่เรียนมา แล้วมันก็ทำไม่ค่อยดี เพราะไม่ได้ชอบ ทำไปกันตาย มันก็เลยมี แต่พวกโกงกิน พวกนี้ไม่มีความฝันหรอก เด็กๆมีฝันกัน ก็จะไม่ได้ยิน เด็ก สถาปัตย์ไป เป็นดารา เข้ามาบอกเอนเข่า ถาปัด เพราะอยากเล่นละคอน คณบดี ลมแทบใส่ อ้าวก็ไปเข้า อักษรละคอนนู่น ดูสิ มั่วกันไปหมด คนอยากเรียนก็ไม่ได้เรียน กรณีนี้ก็มีฝันนะ แต่เข้าใจผิดไปแล้ว&lt;br /&gt;โดย ธุลีscape [9 ม.ค. 2546 , 00:29:01 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 4&lt;br /&gt;ในสมัยก่อนคุณเกิด ความต่างอาจเป็นมากระหว่าง คนกรุงกับคนบ้านนอก แต่ปัจจุบันลดน้อยลง จนถือได้ว่าดีเลวพอๆกัน เพราะเทคโนฯของสื่อมันส่งถึงไปทั่วทุกจังหวัด ความสกปรกหรือความสะอาด มันเลยปนเปไปทุกความคิด ธรรมชาติโดนทำลาย เสื่อมพอๆกับคอนกรีตในเมือง อยู่ในธรรมชาติที่บ้านนอกก็ไม่ค่อยต่างอยู่ห้องแถวในกรุงนัก ส่วนจะให้ต่างแบบเป็นชาวเขานอนกอดธรรมชาติแบบเดิมๆ ก็ไม่มีทางสอบเข้าเรียนที่คณะสถาปัตย์ได้ สรุปว่า คนกรุงคิดดีคิดเป็นกุศลมีมาก คิดชั่วทำชั่วเป็นอกุศลก็มี ส่วนคนบ้านนอกก็เช่นกัน บ้าๆก็มีมาก มารวมตัวก่อกรรม ทำชั่วในกรุงก็มาก บางคนยังบ้าไม่พอกลับไปทำชั่วที่บ้านเกิดก็มี ที่เป็นกันดังนี้เพราะไม่มีปัญญารู้ชั่วรู้ดีนั้นเป็นอย่างไร ความดีความชั่วที่แบ่งแยกกันไว้นั้น อาจตัดสินกันลำบาก หากจะยึดมาตรฐานของคนที่จะตัดสินก็ต้องระวังไว้ว่า ตัวเองนั้นมีมาตรฐานที่เป็นจริงดีจริงหรือป่าว? ส่วนคุณ.. การจะทำตัวเป็นเปาบุ้นจิ้น พึงต้องระวังไว้มากๆ .. ผมเองตอนเป็นหนุ่มมีไฟแรงและมีความคิดดุเดือดเลือดพล่าน มักคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกหนังจีนกำลังภายใน เห็นคนอื่นที่ไม่ตรงมาตรฐานคิดของตัวเอง มักจัดเป็นมารที่ต้องขจัดเสียให้สิ้น เพราะมักเห็นใครอื่น(นอกจากตัวเอง)เป็นคนเลวไปหมด เช่นนี้ ถ้าทำได้จริงก็จะต้องเป็นพวกฆาตกร เป็นครูทำไม่ได้คงได้แต่คิดเท่านั้น ซึ่งเป็นการคิดที่ไม่ดี เพราะทำให้เกิดจิตวุ่นวายไปทุกขณะ เกิดลมปราณภายในสับสน แม้ขณะกำลังยืนปลดทุกข์อยู่ในส้วมทุกส้วม ในคณะนี้ ..นี่เป็นสิ่งเกิดขึ้นตอนที่เป็นนิสิตในช่วงเวลานั้น จนกระทั่งถึงวัยที่ระดับฮอโมนทางอารมณ์ลดลงตามลำดับ และเมื่อได้รับคำเตือนจากพระ ..สอนให้อย่าหยุดพิจารณาเพียงแค่สิ่งที่มองเห็น หรือสิ่งคิดได้ขณะนั้น ต้องทบทวนไตร่ตรอง สาวลึกต่อไปว่า เหตุปัจจัยอันเป็นที่มาของปรากฏการณ์ที่พบเห็นนั้น มีความเชื่อมโยงเป็นองค์รวมกันอย่างไรบ้าง คือมีความเป็นมาของเหตุ (cause) นั้นเป็นอย่างไร และอยู่ในสภาวะการณ์ หรือ สืบเนื่อง (condition) บนเงื่อนไขเช่นใด จึงได้ส่งผลออกมา (affect) ให้เราพบเห็นและขุ่นเขืองใจ เมื่อเราได้ไตร่ตรองดังนี้ ด้วยจิตที่สงบและสำรวมดีแล้ว ก็จะเกิดปัญญา ได้ซาโตริที่ว่า.. อ๋อ..มันเป็นเช่นนี้เอง..หรือเพราะเหตุนี้เอง มันถึงไม่รู้ว่าจะเอ็นคณะฯใดดี ทำไมมันจึงบ้าเรียนกันขนาดนี้ ทำไมต้องแข่งขันกัน แย่งกันกินจนแทบไม่สนใจจะเหยียบใครตายบ้าง ถึงที่สุดของเหตุ ก็คือความโลภ ความกลัว กลัวตาย กลัวอด นั่นเอง เลยต้องคิดเรียน หาทรัพย์เก็บไว้มากๆ ซึ่งถ้าเรารู้ได้ถึงเหตุปัจจัยของความเป็นสรรพสิ่งที่เรารับรู้ เราก็จะพบธรรมชาติของความเป็นไปเช่นนี้เอง .. ที่ภาษาพระ ท่านเรียกว่า "อิทัปปจจยตา" ..ครับ ความฝันความคิดอะไรต่างๆนั้น ทั้งของตัวเราเองและของใครอื่น ล้วนเป็นเรื่องสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น (เช่นชื่อ สถาปัตย์ แพทย์ วิศวะ อักษร ฯลฯ) ที่ดีขึ้นไปหน่อยก็อาจเป็นชั้นสมมุติสัจจะ (เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นองค์ประกอบของวัตถุธาตุต่างๆรวมทั้งตัวเรา) จนอาจถึงฝันที่จริงแท้คือถึงชั้น ปรมัตถ์สัจจะ (เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นกฏแห่ง ความเปลี่ยนแปลง ตั้งอยู่ถาวรไม่ได้ และก็ควบคุมไม่ได้เลย ในทุกสรรพสิ่งที่ปรากฏในจักรวาลนี้) ความเป็นสถาปนิก นักจัดรายการ หรือนักการละคอน จึงไม่มีจริง เป็นเพียงสมมุติ บัญญัติ กันไว้เพื่อจะฝืนให้มีเท่านั้น แต่ก็ควบคุมไม่ให้เปลี่ยนสลับกันไปมา ก็ทำไม่ได้เลย ผมกลับดีใจมาก หากคนจบสถาปัตย์แล้วไปมีอาชีพอะไรได้มากมาย ชนิดเป็นได้ตั้งแต่ "สากกระเบือยันเรือรบ" เป็นจนถึงนายกรัฐมนตรี ถึงขอทานได้หมด เพราะถึงขั้นนี้ สมมุติบัญญัติเรื่องอาชีพหมดไป เกิดสมมุติสัจจะของการทำแต่สิ่งดีสิ่งที่เป็นกุศลไม่ว่าอาชีพไหนๆ และจนถึงระดับความเข้าใจชั้นปรมัตถ์สัจจะ ที่ทุกคนในทุกอาชีพ เทวดาทุกตำแหน่ง หรือห..มาทุกๆตัว ก็หนีไม่พ้น ความเกิด แก่ เจ็บ และตายลงทั้งนั้น เวียนว่ายสลับกันไปมั่วกันไม่รู้นานมาแล้วแค่ไหน และจะมีต่อไปอีกนานเท่าไร ถ้าคิดเสียว่าแต่ละคนเป็นอะไรต่ออะไรมาแล้วทั้งนั้น จะช่วยให้เราลดความต้องการเป็นนั่นเป็นนี่ไปได้มาก บางคนอาจสืบต่อความมีอาชีพสถาปนิกได้ บางคนย้อนไปสืบต่ออาชีพ ขอทาน บางคนดันระลึกได้เลยอยากสืบต่อเป็นนักแสดง หรือนักจัดรายการ ต่างๆนานา ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งนั้นครับ ลองคิดดูถ้าเรามีหลักสูตรเรียนสถาปัตย์ และทำให้จบไปประกอบอาชีพ อะไรอื่นก็ได้ และเป็นสุขได้ในสิ่งที่ตนเองอยากทำ แล้วทำได้ดี เป็นกุศลแก่ตนเองและผู้อื่น โดยไม่มองการมีทรัพย์วัตถุเพื่อการแบ่งแยกอาชีพกัน ไม่ทำกันเพื่อความโลภ ไม่แข่งขันแย่งกันกิน ไม่แย่งกันเป็น มีแต่คอยสร้างความเอื้อทรแก่กันและกัน กระทำได้เช่นนี้ พวกเราก็จะเป็นตัวอย่าง ของผลผลิตสัจจธรรมในการศึกษาของคนรุ่นใหม่ ที่จะมีฝันใกล้ความเป็นปรมัตถ์สัจจะมากขึ้น นี่เป็นการเทียบเคียงกันถึงขั้นหลักสูตรในพระไตรปิฎก กันเลยนะครับ ..คณบดีถ้าทำได้อย่างนี้ แล้วจะเป็นลมตายเพราะเกิด "ปิติ" นั้น ก็ไม่ต้องห่วง เพราะท่านจะได้รับงานต่อไปในชั้นสวรรค์ได้แน่นอน จึงต้องขอลงท้ายที่ว่า เรื่องความฝันนั้น ไม่มีวันหายไปไหนหรอกครับ ต้องมีกันอยู่ทุกวัยทุกเพศ เพราะจิตคนทั่วไปมันวุ่นวายอยู่เป็นเนืองนิจ อยากบอกว่าในเมื่อต้องฝันก็ขอให้ฝันแต่สิ่งที่ตรงกับความจริง เอาให้ถึงขั้นปรมัตถ์สัจจะกันนะครับ ค่อยๆฝึกฝันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะช่วยลดความวุ่นวายของจิตได้ แต่ถ้ายังเอาแต่จะฝันแบบเฮงซวย เรื่องสมมุติบัญญัติแล้วถือเอาเป็นของจริงแท้ มุ่งสร้างไป เอาใจใส่มันไปมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะต้องปวดหัวมากขึ้นๆ จิตก็จะค่อยเสื่อมลงๆ จนกลายเป็น โรคความดัน หรือจนถึงลมปราณแตกซ่านในที่สุด ..แน่นอนครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [10 ม.ค. 2546 , 16:17:23 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 5&lt;br /&gt;ฮ่าๆ สาธุครับ เพื่อนอาจารย์ครับ ขอถามนิดนึงครับ เพื่อนอาจารย์ครับ ตอนหนุ่มเคยรู้สึกมั่งมั๊ยว่าอะไรๆยังไม่ลงตัวเท่าไรไม่ว่าจะเรื่องการงานเรื่องครอบครัวเรื่องอื่นๆจิปาถะ เพื่อนอาจารย์ทำอย่างไรครับ ...&lt;br /&gt;โดย ผมว่านะ [11 ม.ค. 2546 , 10:44:05 น.] &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 6&lt;br /&gt;เวลามีเรื่องขัดใจ ไม่สบายใจ หรือเป็นทุกข์ ก็ต้องหยุดไตร่ตรองว่าเหตุปัจจัยมันอยู่ตรงไหน ถ้าพบก็แก้ที่ตรงนั้น แก้ยังไม่ได้ พรุ่งนี้เอาใหม่ ต้อง identify problem ให้ได้ อาจต้องถามกัลยาณมิตร หรือเพื่อนที่ดี หรือหาอ่านหนังสือโดยเฉพาะหลักธรรมของพุทธศาสนา ผมชอบอ่านแล้วนำมาฝึกใช้มาก ถ้ารู้ในของศาสนาอื่น ก็ต้องเอามาช่วยแก้ทุกข์เหมือนกัน แก้ปัญหาอะไรได้มากเข้า ..ก็เหมือน มั่นเล่นกล้าม ไม่นานกล้าม "ปัญญา" ก็โตขึ้นเรื่อยๆ กระทำได้ดังนี้ แม้จะลุ่มๆดอนๆบ้าง ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตที่ดี ได้แน่นอนครับ ..ทุกๆคนในโลกนี้ไม่ว่า จะอยู่ในฐานะสมมุติใดๆ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเป็นทุกข์กันทุกคน ใครจะแบกทุกข์ไว้ มากน้อยขึ้นอยู่กับกรรม และผลของกรรม หรือวิบากที่สะสมกันมา ไม่รู้กี่ร้อยชาติ ประมาณเป็นปีไม่ได้จริงๆ..ครับ สำหรับคุณธุลีsacpe อนาคตสดใสแน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้พ้นทุกข์หรือลดทุกข์ให้ได้ นะครับ ...สวัสดีวันเด็กครับ&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [11 ม.ค. 2546 , 16:35:36 น.]&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 7&lt;br /&gt;อยากหาลำธาร ป่าไม้ นกร้อง ว่างๆ ไปเดินสวนรถไฟดิ&lt;br /&gt;โดย suburbGal [11 ม.ค. 2546 , 17:27:40 น.]&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ข้อความ 8&lt;br /&gt;เผอิญอีก..ได้เมลล์จากใครไม่รู้ เป็นการเกริ่นเพื่อการโฆษณา แต่เห็นเข้าท่า ในบทนำสวด เลยเอามาฝากไว้ที่นี่ ก่อนลบทิ้งไป จากตู้จดหมายของผม ..เป็นดังนี้ "หากพบกับความล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าชีวิตคุณล้มเหลว เพียงแค่คุณยังทำมันไม่สำเร็จเท่านั้น เมื่อบางอย่างล้มเหลว อย่างน้อย เราก็ๆได้เรียนรู้บางอย่างจากสิ่งที่เราทำ เมื่อเราล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าเราโง่ แต่เรามั่นใจและเต็มใจที่จะลองต่างหาก ความล้มเหลวไม่ได้บอกว่าเลิกซะเถอะ คุณไม่มีหวังหรอก มันแค่บอกคุณต้องลองหาทางใหม่ ๆ ความล้มเหลวไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ว่าคุณต้องต่ำ มันแค่บอกว่าคุณไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ (ซึ่งก็เหมือนใครๆ ) ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้คุณเสียเวลาไปเปล่า ๆ แต่เป็นเหตุผลที่ดีในการเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ความล้มเหลวไม่ได้บอกให้คุณยอมแพ้ มันบอกกับคุณว่า พยายามให้มากขึ้น ความล้มเหลวไม่ได้บอกว่าคุณไม่มีทางทำได้ มันเพียงแต่บอกว่าต้องใช้เวลาหน่อย ทุกเช้าเมื่ออาทิตย์เริ่มจับขอบฟ้าในป่าอัฟริกา สิงโตรู้ว่ามันต้องวิ่งล่ากวางตัวที่วิ่งช้าที่สุด ขณะเดียวกัน กวางเองก็รู้ว่ามันต้องวิ่งให้เร็วที่สุด หรือไม่ก็ตาย จุดสำคัญไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า คุณเป็นสิงโตหรือกวาง เพียงแต่วิ่งให้สุดกำลังของตน เมื่อถึงคราวก็พอ" **************เราหวังว่าคุณจะมีกำลังใจในการทำอะไร เพื่อวันข้างหน้ามากขึ้น**************&lt;br /&gt;โดย เพื่อนอาจารย์ [12 ม.ค. 2546 , 10:36:13 น.] &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8216632-3140268447888897338?l=yongyudh.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yongyudh.blogspot.com/feeds/3140268447888897338/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8216632&amp;postID=3140268447888897338' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/f
